ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
“การนับเข้า” คือ การถึง การเข้าถึง หมายความว่า เข้าไปในกามภูมิด้วยองค์ประกอบทั้งหมดคือมีชาติ โคตร และชื่อเหมือนกับกามตัณหาอันเป็นที่ตั้งของตน การนับเข้าเช่นนั้น ได้ถูกกามตัณหาอันยึดหน่วงกระทำให้เกิดขึ้น
ข้อความนี้แสดงว่าแม้ธรรมที่เกิดขึ้นในกระแสจิตของรูปพรหมและอรูปพรหม ก็ถูกกามตัณหายึดหน่วงว่านี้เป็นของเรา นับเข้าในกามภูมิเช่นกัน ย่อมได้ชื่อว่า กามาวจร แม้ธรรมที่เป็นรูปาวจรและอรูปาวจรก็มีนัยเดียวกัน
อนึ่ง รูปตัณหาและอรูปตัณหาเป็นตัณหายึดหน่วงในธรรมเหล่านั้น ฝ่ายสภาวธรรมที่พ้นจากการกำหนดของตัณหา ๓ แม้เกิดในภพ ๓ ก็ไม่นับเข้าในภพเหล่านั้น จึงชื่อว่า โลกุตตระ
[ข้อความนี้แสดงความหมายของกามาวจรอีกนัยหนึ่งว่า กามาวจร คือ จิตเป็นที่หยั่งลงเป็นไปของกามตัณหา หมายความว่า เป็นอารมณ์ของกามตัณหา รูปาวจร คือ จิตเป็นที่หยั่งลงเป็นไปของรูปตัณหา อรูปาวจร คือ จิตเป็นที่หยั่งลงเป็นไปของอรูปตัณหา]
การเกิดของกามตัณหาที่เรียกว่ากามฉันทนิวรณ์ในกระแสจิตของรูปพรหม ตรัสไว้ในคัมภีร์ปัฏฐานด้วยพระดำรัสว่า
อารุปฺเป กามจฺฉนฺทํ นิวรณํ ปฏิจฺจ อุทฺธจฺจนิวรณํ.๔๓
“อุทธัจจนิวรณ์ย่อมเกิดขึ้นอาศัยกามฉันทนิวรณ์ในอรูปภูมิ”
ดังนั้น ตัณหาอันยึดหน่วงกามธรรมซึ่งเกิดในรูปภูมิและอรูปภูมิ ย่อมเป็นไปในกระแสจิตของรูปพรหมและอรูปพรหมบ้าง
พระดำรัสว่า “กามฉันทนิวรณ์” นี้ ตรัสไว้ในพระบาลีเพราะเป็นไปในธรรมหมวดนิวรณ์ เนื่องจากนิวรณ์ซึ่งทำหน้าที่นิวรณ์จริง ๆ ย่อมมีไม่ได้ในกามภูมิ
พึงกล่าวประเภทของกามในที่นี้ กามมี ๒ ประเภท คือ กิเลสกาม และวัตถุกาม กิเลสกาม คือ โลภะทั้งหมดนอกเหนือจากรูปราคะ (ความยินดีในรูปฌาน) และอรูปราคะ (ความยินดีในอรูปฌาน) ในการกำหนดภูมิ ๔ นี้