ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
“หมู่ปัจจัยอันเป็นไปพร้อมกับสภาพกระตุ้นเตือนชื่อว่า สสังขาร หมายความว่า [เกิด]ด้วยหมู่ปัจจัยที่มีสภาพกระตุ้นเตือน คือเป็นไปพร้อมกับปโยคะ (ความเพียร) และเป็นไปพร้อมกับอุบายะ (อุบาย)”
คำว่า “หมู่ปัจจัย” กล่าวไว้ในคัมภีร์อรรถกถาว่าคือหมู่ปัจจัยทั่วไปอันมีอารัมมณปัจจัยเป็นต้น๕๑ ส่วนหมู่ปัจจัยเฉพาะที่มีการอาศัยสตฺบุรุษเป็นต้นในกุศลกรรม หรืออาศัยผู้ที่ไม่ใช่สตฺบุรุษเป็นต้นในอกุศลกรรม พึงเป็นปัจจัยพิเศษ
[การอาศัยสตฺบุรุษเป็นปัจจัยให้เกิดกุศลกรรม ส่วนการอาศัยผู้ที่ไม่ใช่สตฺบุรุษเป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลกรรม ปัจจัยดังกล่าวเป็นปัจจัยเฉพาะซึ่งต่างจากอารัมมณปัจจัยเป็นต้นที่เป็นปัจจัยทั่วไป]
เมื่อใดหมู่ปัจจัยนั้นกระทำจิตไม่ให้ท้อถอย ให้ฟุ้งขึ้นโดยไม่มีสังขารทั้ง ๒ เมื่อนั้นชื่อว่า อสังขาร แต่เมื่อใดไม่อาจจะทำจิตให้ฟุ้งขึ้นดีได้โดยไม่มีสังขาร จำเป็นต้องได้รับสังขารให้เกิดร่วมกัน เมื่อนั้นชื่อว่า สสังขาร ชื่อว่าอสังขารและสสังขารนี้ เป็นชื่อของหมู่ปัจจัยเท่านั้น มิใช่ชื่อของจิต ด้วยประการฉะนี้
ส่วนจิตที่เกิดด้วยหมู่ปัจจัยที่ไม่มีสังขารล้วน ๆ ชื่อว่า อสังขาริก
จิตที่เกิดด้วยหมู่ปัจจัยที่มีสังขาร ชื่อว่า สสังขาริก
อีก ปัจจัยนั้น ลงในอรรถว่า “เกิด” ดังพระพุทธวจนะในพระบาลีว่า
ยสฺมึ สมเย อกุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาเรน.๕๒
“สมัยใดอกุศลจิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบกับทิฏฐิ ย่อมเกิดด้วยหมู่ปัจจัยที่มีสภาพกระตุ้นเตือน...”
ในพระบาลีนี้ พึงประกอบบทว่า ย่อมเกิดขึ้นด้วยหมู่ปัจจัยที่มีสภาพกระตุ้นเตือน การแสดงข้อความปรมัตถ์ในคำว่า อสังขาริก และสสังขาริก จึงมีดังที่กล่าวมานี้