ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
[คำว่า สงฺขาร แปลตามศัพท์ว่า “เครื่องปรุงแต่ง” หมายถึง สิ่งที่มาจูงใจ ถ้าบุคคลเฝ้าตามรักษาจิตอย่างดี สำรวมอินทรีย์อยู่ทุกขณะ ความโลภก็เกิดขึ้นไม่ได้ แต่สำหรับบุคคลธรรมดาที่ไม่รักษาจิต เมื่อประสบกับอารมณ์ต่าง ๆ เช่น เห็นรูป ถ้ารูปนั้นเป็นอิฏฐารมณ์ กล่าวคือเป็นรูปที่ตนพอใจ ก็จะเกิดความอยากได้ เช่น เห็นรถยนต์ ก็จะเกิดความโลภ โลภจิตที่เกิดขึ้นโดยปราศจากการปรุงแต่ง หรือไม่มีคำเชิญชวนมาก่อนนี้ ท่านเรียกว่า อสังขาริก แต่ถ้าความโลภนั้นมีการปรุงแต่งมาก่อนจึงเกิดขึ้น เช่น พอเห็นรถยนต์ ขณะแรกก็เฉยอยู่ แต่เมื่อมีคนชักจูงก็เกิดความโลภ จิตนี้เรียกว่า สสังขาริก อารมณ์ที่ทำให้เกิดโลภจิตนี้ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นรูปารมณ์ แม้อารมณ์อื่น ๆ ก็เหมือนกัน คำว่า สังขาร หรือ สสังขาร นี้ถือว่าเป็นปัจจัยยังให้จิตดังกล่าวเกิดขึ้น]
(๒๒) ส่วนในคัมภีร์ฎีกาทั้งหลายไม่ได้ดำริข้อความนี้ แต่แสดงว่าจิตเป็นอสังขารและสสังขารแล้วกล่าวว่า “อสังขาร คือ จิตที่ไม่มีสภาพกระตุ้นเตือน อสังขาริก คือ จิตที่ไม่มีสภาพกระตุ้นเตือนนั้นนั่นแหละ [โดยลง อิก ปัจจัยในอรรถศัพท์ที่ไม่มีความหมายใด ๆ] สสังขาร คือ จิตที่เป็นไปพร้อมกับสภาพกระตุ้นเตือน สสังขาริก คือจิตที่เป็นไปพร้อมกับสภาพกระตุ้นเตือนนั้นนั่นแหละ” และคำว่า “อสังขาร คือ จิตที่ไม่มีสภาพกระตุ้นเตือนนั้น อสังขาริก คือ จิตที่ไม่มีสภาพกระตุ้นเตือนนั้นนั่นแหละ”
(๒๓) ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวินีว่า “สังขาร คือ สภาพปรุงแต่งจิตด้วยเครื่องปรุงแต่งพิเศษกล่าวคือความแก้กล้า และอีกนัยหนึ่ง สังขาร คือ สภาพที่เป็นเหตุปรุงแต่งจิตนั้นตามนัยที่กล่าวแล้ว” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะหากเป็นตามนี้ จิตที่เป็นสสังขาริกก็พึงเป็นจิตแก่กล้า
(๒๔) ส่วนความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวินีว่า “ความเพียรในเบื้องแรกเป็นไปอยู่ในกระแสจิตของตนที่เกิดขึ้นก่อนและในกระแสจิตของคนอื่น สภาวะพิเศษที่เรียกว่า ความแก้กล้าแห่งจิตอันเกิดขึ้นจากความเพียรในเบื้องแรก จึงชื่อว่า สังขาร ในที่นี้” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะกล่าวด้วยความผิดพลาดในรูปวิเคราะห์ (คำจำกัดความ) ของคำว่า อสงฺขาริก, สสงฺขาริก แล้วดำริสภาพกระตุ้นเตือนที่คล้อยตามความผิดพลาดนั้น