ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
(๒๘) ในคัมภีร์วิภาวินีและมหาฎีกากล่าวว่า “คำว่า โทมนัส กล่าวไว้เพื่อกำหนดหมายจิตด้วยธรรมเฉพาะไม่ทั่วไป” ในพากย์นั้น คำว่า “ด้วยธรรมเฉพาะไม่ทั่วไป” ย่อมไม่สมควร เพราะมีข้อความ[ที่น่าสงสัย]ว่า เมื่อโทสมูลจิตนี้ประกอบกับโสมนัสและอุเบกขาอยู่ ท่านจึงกล่าวว่า โทมนัส เพื่อกำหนดหมายจิตนี้ด้วยโทมนัสที่เฉพาะไม่ทั่วไป เหมือนการถือเอาคำว่า โลกสหคต (เกิดร่วมกับโลกะ) และ ปฏิฆสมฺปยุตฺต (ประกอบกับปฏิฆะ) เพื่อกำหนดหมายโลภมูลจิตและโทสมูลจิตด้วยโลภะและปฏิฆะที่เฉพาะไม่ทั่วไป แม้เมื่อโลภมูลจิตและโทสมูลจิตนี้จะประกอบกับโมหะก็ตาม
(๒๙) พระสุมังคอาจารย์ไม่ควรกล่าวว่า “เพื่อกำหนดหมาย” เพราะมีข้อความ[ที่น่าสงสัย]ว่า ท่านกำหนดหมายเอาความมีอยู่แห่งเวทนาอื่นอันไม่ปรากฏในโทสมูลจิตนี้ด้วยโทมนัสอันปรากฏ เหมือนคำว่า “พระราชกุมารทรงได้รับเศวตฉัตรแล้ว”
[อุทาหรณ์ว่า ลทฺธาปตฺโต ราชกุมาโร (พระราชกุมารทรงได้รับเศวตฉัตรแล้ว) ตามหลักภาษาเรียกว่า อุปลักษณนัย คือ การแสดงตัวอย่างไว้เป็นเครื่องสังเกตแทนสิ่งอื่นทั้งหมด ประโยคนี้แสดงว่าพระราชกุมารทรงได้รับราชสมบัติทั้งหมด หาใช่ได้รับเศวตฉัตรอย่างเดียวไม่]
(๓๐) ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวินีว่า “ส่วนการประกอบกับปฏิฆะ กล่าวไว้เพื่อแสดงว่าโทมนัสและปฏิฆะทั้งสองเกิดร่วมกันแน่นอน” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะรู้ข้อความนั้นได้ด้วยคำสรุปหัวข้อย่อยของโทสมูลจิตนี้ [คือคำว่า จิตทั้ง ๒ ดวงนี้ ชื่อว่า ปฏิฆจิต]
การมีโทสะเป็นเจ้าเรือน มีปกติไม่สุขุม มีสุตะน้อย ประจวบกับอาฆาตวัตถุ (เหตุแห่งการกระทบกระทั่ง) หรือประจวบกับอนิฏฐารมณ์ เป็นมูลเหตุของโทมนัสและปฏิฆะในที่นี้
ในพากย์นั้น การมีโทสะเป็นเจ้าเรือน พึงทราบด้วยอำนาจการปฏิสนธิโดยมีโทสะมาก
การมีปกติไม่สุขุม คือมีอัธยาศัยทราม
คนมีสุตะน้อย เมื่อถูกโลกธรรมที่ตนไม่ชอบกระทบแล้วย่อมไม่ใคร่ครวญว่า ความสมปรารถนานั้นจะมีได้อย่างไรในโลกนี้อันกอปรด้วยโลกธรรม]
นัยแห่งการอุบัติของจิตทั้ง ๒ ดวงเหล่านี้ พึงถือเอาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค