Abhidhammattha-Sangaha>

คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

<< | หน้าที่ 185 | >>

[คัมภีร์วิสุทธิมรรค (เล่ม ๒ หน้า ๙๕) กล่าวว่า

“พึงทราบความเป็นไปของจิตนั้น ในเวลาที่จิตมีความแก่กล้าหรืออ่อนแอในการปลงชีวิตสัตว์เป็นต้น”]

แม้อรรถของ ปิ ศัพท์ก็มีนัยที่กล่าวแล้ว

จบการแสดงข้อความปรมัตถ์แห่งโทสมูลจิต

อธิบายโมหมูลจิต ๒

๖. ในโมหมูลจิต อรรถแห่งบทในวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ จักปรากฏต่อไป[ในปริจเฉทที่ ๒ ชื่อว่า เจตสิกสังคหวิภาค (จำแนกเจตสิกเป็นหมวดหมู่)]

โมหมูลจิตนี้ประกอบด้วยโมหะที่ได้รับโอกาสแล้วมีกำลังยิ่งขึ้น ปราศจากเหตุอื่น [โลภะและโทสะ] และประกอบด้วยวิจิกิจฉาที่ลังเลสงสัยกับอุทธัจจะที่ซัดส่าย เวทนาในโมหมูลจิตจึงไม่รู้สึกอารมณ์โดยประมาณยิ่ง ดังนั้น อุเบกขาเวทนาจึงประกอบ[ในโมหมูลจิต]

หากเป็นตามนี้ โมหมูลจิตย่อมเกิดขึ้นในระหว่างจิตที่ประกอบด้วยโสมนัสและโทมนัส จึงอาจเกิดความสงสัยว่า จิตประกอบกับเวทนาทั้งสองหรือไม่ พระอนุรุทธาจารย์จึงถือเอาอุเบกขาเวทนาในที่นี้เพื่อปฏิเสธความสงสัยนั้น

การถือเอาวิจิกิจฉา กล่าวไว้เพื่อใช้ธรรมเฉพาะไม่เกี่ยวกับจิตอื่นเป็นเครื่องกำหนดหมายจิต ส่วนอุทธัจจะแม้ประกอบในอกุศลจิตทุกดวง ก็ถูกระบุไว้ในจิตดวงสุดท้ายนี้เพื่อแสดงว่าอุทธัจจะได้รับโอกาสในจิตดวงนี้ จึงมีกำลังมาก ดังนั้น อุทธัจจะจึงไม่ถูกยกขึ้นแสดงไว้โดยตรงในอกุศลจิตอื่น ดังที่ตรัสไว้โดยความเป็นเยวาปนกธรรมเท่านั้นในคัมภีร์ธัมมสังคณี ธัมมุทเทสวาระ แต่ยกขึ้นแสดงไว้โดยตรงในจิตดวงสุดท้ายนี้

อนึ่ง จิตทั้งสองนี้เป็นสภาพปกติของเหล่าสัตว์ จึงไม่ชื่อว่าเป็นจิตที่ควรให้เกิดขึ้นด้วยความเพียรหรืออุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นจิตไม่ท้อถอยไม่จมลงเสมอเหมือนภวังคจิตและเป็นไปเสมอโดยไม่ยากลำบาก จึงเป็นอสังขาริกจิต (จิตที่ไม่มีสภาพกระตุ้นเตือน) ดังนั้น ท่านจึงไม่ถือเอาประเภทของสังขารในที่นี้ ดังในพระบาลีไม่ตรัสถึงวาระจิตที่สองว่า

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka