Abhidhammattha-Sangaha>

คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

<< | หน้าที่ 186 | >>

สสงฺขาเรน (พร้อมกับสังขาร) ในโมหมูลจิตนี้เหมือนในจิตดวงก่อน [โลภมูลจิตและโทสมูลจิต]

ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงข้อความปรมัตถ์ในโมหมูลจิต

(๓๑) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “จิตทั้งสองนี้ปราศจากความกำหนัดและความประทุษร้ายในอารมณ์ทั้งหมดเพราะความหลงยิ่งและหวั่นไหวยิ่ง จึงเกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนาอย่างเดียว” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะโลภมูลจิตที่เกิดร่วมกับความกำหนัดก็ประกอบกับอุเบกขาเวทนาได้

(๓๒) ในคัมภีร์วิภาวินีและมหาฎีกากล่าวว่า “ประเภทของสังขารไม่มีในโมหมูลจิต เพราะไม่มีความแก้กล้าโดยสภาพ และไม่มีสภาพควรให้พยายาม” ในพากย์นั้น คำว่า “เพราะไม่มีความแก้กล้าโดยสภาพ” นี้ ย่อมปฏิเสธว่าโมหมูลจิตนี้เป็นอสังขาริก ส่วนคำว่า “ไม่มีสภาพที่ควรให้พยายาม” นี้ ย่อมปฏิเสธความเป็นสสังขาริก คำทั้งสองคำรวมกันแสดงว่า จิต ๒ ดวงนี้พ้นจากสังขารโดยสิ้นเชิง ซึ่งไม่สอดคล้องกับคัมภีร์อรรถกถา ดังสาถกในอรรถกถาปฏิจจสมุปบาทวิภังค์ว่า

“อวิชฺชามี ๒ อย่างโดยจำแนกตามสังขาร”๕๖

ถ้าจิต ๒ ดวงนี้พ้นจากสังขาร แม้โมหะในที่นี้ก็พึงพ้นจากสังขาร และโมหะก็คืออวิชชา พระอรรถกถาจารย์ก็ควรกล่าวว่าอวิชชามี ๓ อย่างในที่นี้นั้น หากมิได้กล่าวไว้ ข้อความนั้นไม่สอดคล้องกับคัมภีร์อรรถกถาดังนี้

[คัมภีร์สัมโมหวิโนทนี (หน้า ๑๔๗) กล่าวว่า
อปุญฺญาภิสงฺขารา อปฺปฏิปตฺติโต ทุวิธา. ตถา สงฺขาราสงฺขาริโต.
“อวิชชามี ๒ อย่างโดยการไม่ปฏิบัติและการปฏิบัติผิด มี ๒ อย่างเหมือนกันโดยสังขารและอสังขาร”

ถ้าโมหมูลจิตเป็นสังขารวิมุตติ พระอรรถกถาจารย์พึงจำแนกอวิชชาเป็น ๓ อย่างว่า สงฺขาราสงฺขารวิมุตฺติโต ติวิธา (มี ๓ อย่างโดยสังขาร อสังขาร และสังขารวิมุตติ) แต่ท่านมิได้กล่าวเช่นนั้น จึงทราบว่าโมหมูลจิตไม่ใช่สังขารวิมุตติ]

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka