Abhidhammattha-Sangaha>

คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

<< | หน้าที่ 189 | >>

เสพบ่อย ๆ ย่อมถึงความมั่นคงมากขึ้น เป็นธรรมเจริญงอกงามจนถึงการแสดงอภิฤทธิ์ในโลกียธรรม และจนถึงอรหัตมรรคในโลกุตตรธรรม เมื่อหยั่งลงสู่ความแน่นอน ย่อมตัดกระแสอบายหรือกระแสวัฏฏะโดยสิ้นเชิง แล้วหยั่งลงด้วยการบรรลุอนุปาทิเสสนิพพาน

ด้วยเหตุนั้น กุศลธรรมจึงชื่อว่า ธรรมที่เป็นผู้ละ ส่วนอกุศลธรรมอื่นชื่อว่า ธรรมที่ถูกละ

กุศลเพียงการให้ภิกษาทัพพีหนึ่งเป็นอย่างน้อย บัณฑิตทั้งหลายรับรู้กันและสั่งสมไว้เพื่อละอกุศลเหมือนการปรุงยาในโลก กุศลจึงเป็นผู้ละ ส่วนอกุศลเป็นสภาพปกติของชาวโลกทั้งหมดเหมือนโรคชนิดต่าง ๆ จึงเป็นธรรมที่ถูกละ

คำว่า สมตฺตะ คือ ถือเอาแล้วโดยไม่มีเหลือ

อีกนัยหนึ่ง สมตฺตะ คือ จบแล้ว หรือ บริบูรณ์แล้ว

[นัยแรกแสดงว่า คำว่า สมตฺต แปลตามศัพท์ว่า “ถือเอาแล้วโดยไม่มีเหลือ” มีรูปวิเคราะห์ว่า สมุขโต อนวเสสโต อาทิยตีติ คณฺหียตีติ สมตฺตานิ (สํ บทหน้า + อา บทหน้า + ทา ธาตุ + ต ปัจจัย) นัยหลังแสดงคำอธิบาย]

อธิบายคาถาสรุป

๘. คำเป็นต้นว่า อฏฺฐธา (อกุศลจิตมี ๑๒ ดวงคือ โลภมูลจิต ๘ ดวง โทสมูลจิต ๒ ดวง และโมหมูลจิต ๒ ดวง) เป็นคาถาสรุป

พึงกระทำสมาสว่า โลภะเป็นมูลเหตุของจิตเหล่านั้น เหตุนั้นจิตเหล่านั้นชื่อว่า โลภมูล (จิตมีโลภะเป็นมูลเหตุ)

คำว่า สีติ ในบาทคาถาว่า ทฺวาทสากุสลา สีติ (อกุศลจิตมี ๑๒ ดวง) พึงทราบว่าเป็นบทนิบาตในที่นี้ มีความหมายว่า อกุศลจิตมี ๑๒ ดวง

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka