ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
[คำว่า สีติ ตามปกติสำเร็จรูปมาจาก อส ธาตุ มี, เป็น + อ ปัจจัย + เอยฺยุํ วิภัตติ ลบ อ ใน อส ธาตุ และแปลง เอยฺยุํ เป็น อียุํ เนื่องจาก เอยฺยุํ เป็นสัตตมีวิภัตติที่มีความหมายว่า “พึง” ไม่เหมาะสมในที่นี้ ท่านจึงอธิบายว่า สีติ เป็นบทนิบาตที่แยกจากศัพท์ไม่ได้]
จบการแสดงข้อความปรมัตถ์แห่งอกุศลจิต
ในคัมภีร์ชื่อปรมัตถทีปนีอันเป็นอรรถาธิบายฉบับที่ ๔ ของคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ ด้วยประการฉะนี้
๙. พระอนุรุทธาจารย์ได้ประมวลอกุศลจิตที่ทรามกว่าจิตทั้งหมดดังนี้แล้ว บัดนี้จะประมวลอเหตุกจิต จึงกล่าวว่า อุเปกฺขาสหคตํ (จิตที่เป็นไปโดยอาศัยจักขุประสาท ที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ดวงหนึ่ง) เป็นต้น เพื่อแสดงอกุศลวิบากที่ทรามกว่าอเหตุกจิตทั้งหมดในอเหตุกจิตเหล่านั้นก่อน
(๓๕) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “เมื่อจิตเหล่านั้นมี ๓ อย่างโดยจำแนกเป็นอกุศลวิบากเป็นต้นมีอยู่ พระอนุรุทธาจารย์จึงกล่าวจำแนกอกุศลวิปากจิตต่อจากอกุศลจิต” โดยมุ่งหมายว่า “พระอนุรุทธาจารย์แสดงอกุศลวิปากจิตต่อจากอกุศลจิต เพราะเป็นผลของอกุศลจิต” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ก็ควรกล่าวกุศลวิปากจิตไว้ต่อจากกุศลจิต
อรรถแห่งบทในคำว่า จกฺขุ และ โสต เป็นต้น จักปรากฏต่อไป[ในปริจเฉทที่ ๖ ชื่อว่า รูปสังคหวิภาค]
วิญญาณ คือ สภาวะรับรู้ ดังพระพุทธวจนะว่า
วิชานาติ วิชานาตีติ โข ภิกฺขเว ตสฺมา วิญฺญาณนฺติ วุจฺจติ.๕๕
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเรียกว่าวิญญาณ เพราะเป็นสภาวะรับรู้”
จักขุวิญญาณ คือ จิตที่อาศัยจักขุประสาท