Abhidhammattha-Sangaha>

คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

<< | หน้าที่ 196 | >>

ภาวะพิเศษนั้นย่อมได้รับโอกาสในกาลนั้น นี้คือความบริบูรณ์ด้วยการปรากฏ

เมื่อบุคคลไม่ปล่อยกรรม กรรมนิมิต หรือคตินิมิตแล้วจุติ ภาวะพิเศษกล่าวคือกรรมได้บังเกิดเป็นกลุ่มปรมัตถธรรมหนึ่งอันประกอบด้วยสัมปยุตตธรรมโดยเฉพาะ ส่งผลต่อจากจุติโดยทำภพหนึ่งให้บริบูรณ์

คำว่า “ทำภพหนึ่งให้บริบูรณ์” หมายความว่า ให้สำเร็จหน้าที่ของภวังคค์ หน้าที่ของวิบากที่เกิดทางทวารนั้น ๆ ใน ๖ ทวาร และหน้าที่จุติเป็นที่สุดตราบจนตลอดชีวิต [นี้คือความบริบูรณ์ด้วยการส่งผล]

ในข้อนั้น ความบริบูรณ์ ๓ อย่างแรก ชื่อว่า ระยะอ่อน ความบริบูรณ์ด้วยวิบากอย่างหลัง ชื่อว่า ระยะแก่กล้า โปรดทราบเนื้อความในที่นี้ว่า วิบาก คือ สภาวะสุกงอม กล่าวคือ ล่วงพ้นระยะอ่อนแล้วถึงความสุกงอมที่เรียกว่าระยะแก่กล้า ดังนั้นในพระบาลีจึงไม่รวมเอากฏัตตารูป (กรรมชรูป) ซึ่งเกิดจากกุศลกรรมและอกุศลกรรมในคำว่า วิบาก๖๑ กฏัตตารูปนั้นเกิดมาจากกรรมโดยเฉพาะ เพราะสำเร็จจากกระแสกรรมต่างหาก มิได้เป็นภาวะที่สุกงอมแล้ว เนื่องจากกระแสนามธรรมเป็นอย่างหนึ่ง กระแสรูปธรรมก็เป็นอย่างหนึ่ง

ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงข้อความปรมัตถ์ในคำว่า วิบาก

[ความบริบูรณ์ด้วยเจตนา ๔ อย่างเหล่านี้ ท่านนำมาจากคัมภีร์สัมโมหวิโนทนี (หน้า ๔๗๐) แต่ในคัมภีร์นั้นกล่าวไว้ ๕ อย่าง ท่านคงเห็นว่าข้อความซ้ำกัน จึงไม่กล่าวถึงอายุานสมังคิตา (ความบริบูรณ์ด้วยการสั่งสม) ในที่นี้]

(๓๖) ส่วนคันธรจนาจารย์เหล่าใดถือเอาว่านามธรรมเหมือนกับกรรมโดยความเป็นนามธรรมและเป็นสภาวะรับรู้อารมณ์ แล้วแสดงความเป็นวิบาก ตามมติของคันธรจนาจารย์เหล่านั้น คำว่า วิบาก ย่อมเป็นไปในนามธรรมโดยความเป็นสำนวน

[มตินี้ปรากฏในคัมภีร์อัฏฐสาลินี (หน้า ๙๗) และอภิธัมมัตถวิภาวินีเป็นต้น คัมภีร์เหล่านั้นเห็นว่า แม้กรรมชรูปจะเป็นผลของกรรม แต่ไม่ชื่อว่า วิบาก (ผลของกรรม) เพราะเป็นรูปธรรม ส่วนนามธรรมที่เป็นอกุศลวิปากจิตและกุศลวิปากจิตได้ชื่อว่า วิบาก เพราะเป็นนามธรรมเหมือนกับกรรม

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka