ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
เกิดถัดมา ชื่อว่า มโนทวาร ด้วยเป็นเหตุเกิดแน่นอนของวิถีจิต แต่ภวังคจิตก่อนหน้านั้นไม่ชื่อว่า มโนทวาร” จักขุทวารเป็นต้นที่มีวิถีจิตอันมีอาวัชชนจิตเป็นต้นเกิดขึ้นเพราะการกระทบของรูปเป็นต้น จึงชื่อว่าทวารได้ เพราะเป็นเหตุเกิดแน่นอนของวิถีจิตเหล่านั้น ส่วนทวารรูปอื่นจากนั้นไม่ชื่อว่าทวาร และจักขุทวารเป็นต้นที่ไม่มีชื่อว่าทวารรูป ย่อมไม่มี ข้อความทั้งหมดนี้จักปรากฏในทวารสังคหะต่อไป
หสิตะ คือ การยิ้ม หมายถึง ความเป็นไปแห่งอาการร่าเริง
หสิตุปบาท คือ จิตที่ยังการยิ้มให้เกิด[แก่พระขีณาสพ]
อีกนัยหนึ่ง หสิตุปบาท คือ จิตที่ทำให้พระขีณาสพยังการยิ้มให้เกิด
อีกนัยหนึ่ง หสิตุปบาท คือ จิตที่ทำให้เกิดการยิ้ม[แก่พระขีณาสพ]
[คำว่า หสิตุปบาท มีความหมาย ๓ ประการ คือ
- จิตที่ยังการยิ้มให้เกิด = อุปฺปาเทตีติ อุปฺปาโท, หสิตํ อุปฺปาโท หสิตุปฺปาโท (อุปฺปาท ศัพท์มาจาก อุ บทหน้า + ปท ธาตุ + ณ ปัจจัยในเหตุกัตตุสาธนะ)
- จิตที่ทำให้พระขีณาสพยังการยิ้มให้เกิด = อุปฺปาทนฺตุ ขีณาสวา เอเตนาติ อุปฺปาโท, หสิตํ อุปฺปาโท หสิตุปฺปาโท (อุปฺปาท ศัพท์มาจาก อุ บทหน้า + ปท ธาตุ + เณ การิตปัจจัย + ณ ปัจจัยในกรณสาธนะ)
- จิตที่ทำให้เกิดการยิ้ม = อุปฺปชฺชติ เอเตนาติ อุปฺปาโท, หสิตํ อุปฺปาโท หสิตุปฺปาโท (อุปฺปาท ศัพท์มาจาก อุ บทหน้า + ปท ธาตุ + ณ ปัจจัยในกรณสาธนะ)]
พึงกระทำสมาสว่า หสิตุปบาทนั้นนั่นแหละเป็นจิต จึงชื่อว่า หสิตุปบาทจิต
คำนี้เป็นชื่อของจิตที่ทำให้พระขีณาสพยิ้มในอารมณ์อันละเอียดสุขุม เพราะว่าพระขีณาสพย่อมไม่ยิ้มในอารมณ์หยาบอันเป็นที่ตั้งแห่งความร่าเริงด้วยอารมณ์ที่น่าชอบใจเป็นต้นเหมือนโลกียชนจำนวนมาก
[พระขีณาสพย่อมไม่ยิ้มแย้มร่าเริงด้วยความโลกเหมือนคนทั่วไป แต่ยิ้มเมื่อเห็นอารมณ์ละเอียดสุขุมเช่นกับพระโมคคัลลานเถระเมื่อเห็นเปรตที่ภูเขาคิชฌกูฏแล้วยิ้มเพราะพิจารณาว่าท่านได้พ้นจากภาวะนั้นแล้ว]