Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ปริจเฉทที่ ๑ จิตตสังคหะ (ประมวลจิต) ๒๓

ถามว่า : เหตุใดจึงไม่ประกอบกับทุกขเวทนา

ตอบว่า : เพราะทุกขเวทนามีกายประสาทเป็นที่อาศัยแน่นอน และจิตนี้ย่อมไม่
ประกอบกับโทมนัสเวทนา

ถามว่า : เหตุใดจึงไม่ประกอบกับโทมนัสเวทนา

ตอบว่า : โทมนัสเวทนาที่เข้าถึงความไม่สบายใจย่อมไม่เกิดขึ้นโดยไม่มีปฏิฆะ
เพราะถูกปฏิฆะกระทบกระทั่งอยู่ เนื่องจากโทมนัสเวทนาที่ประกอบเสมอกับปฏิฆะซึ่งเป็น
อกุศลแน่นอนย่อมไม่เกิดขึ้นในอพยากาศรรม

อาวัชชนจิต ๒ ดวงมีกำลังมากกว่าสันตีรณจิตเล็กน้อย หมายความว่า วิปากจิต
ไม่มีแรงอุตสาหะของตนเพื่อจะเกิดขึ้น แต่เมื่อวิปากจิตเกิดจากปัจจัยคือกรรมเป็นต้นที่มีกำลัง
ก็เป็นสภาพมีกำลัง ครั้นเกิดจากปัจจัยไม่มีกำลังก็ไร้กำลัง หากเป็นตามนี้ อาวัชชนจิต
๒ ดวงย่อมไม่มีกำลังเพราะเกิดโดยพ้นจากกำลังของกรรมและถือเอาปัจจัยจากกระแสวิบาก
จึงประกอบกับอุเบกขาเป็นนิตย์

(๔๐) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “ปัญจทวาราวัชชนจิตเป็นไปคราวเดียวในอารมณ์
ที่จิตดวงใดดวงหนึ่งมิได้รับรู้มาก่อน และมโนทวาราวัชชนจิตก็มีการเพ่งความเพียรอื่น โดย
การยังกระแสจิต[คือชวนจิต]ที่ต่างกัน[กับกระแสวิปากจิตดวงก่อน]ให้เวียนมาในภายหลัง จิต
ทั้งสองจึงไม่อาจเสวยรสของอารมณ์ได้มาก ทำให้ประกอบกับอุเบกขาในอารมณ์ทั้งหมด”
ในพากย์นั้น คำว่า “มีการเพ่งความเพียรอื่น” นี้ไม่สมควร เพราะความพิเศษคือภาวะที่จิต
มีกำลังหรือไม่มีกำลังไม่ควรกล่าวโดยประเภทแห่งจิตอันเกิดขึ้นต่อจากตน แต่ความพิเศษ
นั้นกล่าวได้ตามปัจจัยของตนเท่านั้น มิฉะนั้นแล้วการที่สันตีรณจิตมีการเพ่งความเพียร
อื่นก็ควรมีได้ เพราะสันตีรณจิตย่อมยังกระแสจิตต่างกันให้เกิดขึ้นต่อจากตน

จิตเหล่านี้เมื่อประกอบกับหมู่ปัจจัยปกติของตนย่อมเกิดขึ้น อาจารย์ทั้งหลายจึง
กล่าวว่าเป็นอสังขาริกอย่างเดียว ส่วนในคัมภีร์มูลฎีกา วิปาุกทุธาระ กล่าวว่า

อเหตุกวิปากานํ อปริพยุตตกิจจตฺตา สสงฺขาริกกมมวิรุทฺโธ อสงฺขาริกภาโวปิ นตฺถิ.

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka