ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
อสสงขาธิกมฺมวิรุทฺโธ สสงขาธิกภาโวปิ นตุถิ. ตสฺมา เตสํ อุภย กมเมนปิ อุปปตฺติ เถเรน
อนุกญาตา.๒๒
“ความเป็นอสังขาธิกซึ่งตรงกันข้ามกับกรรมที่เป็นสสังขาธิก และความเป็น
สสังขาธิกซึ่งตรงกันข้ามกับกรรมที่เป็นอสังขาธิก ย่อมไม่มีแก่วิปากจิตที่เป็นอเหตุุกะ เพราะ
มีหน้าที่ไม่ปรากฏชัด พระเถระ [พระมหาทตตเถระผู้พำนักอยู่ที่โมรวาปี] จึงอนุญาตการ
เกิดจิตเหล่านั้น ด้วยกรรมทั้งสอง [กรรมที่เป็นอสังขาธิกและสสังขาธิก]”
ข้อความข้างต้นแสดงว่ากิริยจิต ๓ ดวงไม่มีความเป็นอสังขาธิกหรือสสังขาธิก
ทั้งสอง เพราะมีหน้าที่ไม่ปรากฏชัด
อีกนัยหนึ่ง เหล่าสัตว์ย่อมกระทำการเห็นรูปและได้ยินเสียงเป็นต้นตามความ
ประสงค์ ของตนบ้าง ถูกบุคคลอื่นกระตุ้นให้อุตสาหะบ้าง ข้อความนี้ปรากฏโดยประจักษ์เช่นนี้
ในที่นั้น เมื่อบุคคลกระทำตามความประสงค์ของตน วิถีจิตทั้งหมดมีปัญจทวาราวัชชนจิต
เป็นต้นย่อมได้ชื่อว่า อสังขาธิก เมื่อถูกคนอื่นกระตุ้นให้อุตสาหะก็ชื่อว่า สสังขาธิก ส่วนใน
บรรดจิตที่พ้นจากทวาร ๑๙ ดวง ความเป็นอสังขาธิกและสสังขาธิกในอุเบกขาสันตีรณจิต
พึงกล่าวเหมือนในมหาวิปากจิต ๘ ดวง
[ข้อนี้หมายความว่า เวลาใกล้เสียชีวิตในภพที่ผ่านมา ถ้าอารมณ์ที่จุติจิตรับไว้ปรากฏเอง
โดยปราศจากความเพียรของคนอื่น มหาวิปากจิตพึงเป็นอสังขาธิก หรือถ้าอารมณ์นั้นเกิดจากความ
เพียรของคนอื่น มหาวิปากจิตก็จัดเป็นสสังขาธิก อุเบกขาสันตีรณจิตก็เหมือนกับมหาวิปากจิต]
โดยประการดังนี้ อเหตุุกจิตทั้งหมดต่างกัน โดยจำแนกตามสังขารอันเป็นเหตุ
ประเภทของสังขารในจิตเหล่านั้นจึงไม่ตรัสไว้ในพระบาลี เพราะมีหน้าที่ไม่ปรากฏชัด
เหตุ ๖ [โลภเหตุ โทสเหตุ โมหเหตุ อโลภเหตุ อโทสเหตุ และอโมหเหตุ] เป็น
ธรรมอันใหญ่หลวง จึงไม่เกิดในอเหตุุกจิตที่เกิดจากกรรมอันไม่มีกำลังและมีวัตถุรูป กิจ
พร้อมด้วยฐานอันไม่มีกำลัง