Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ในข้อนั้น อกุศลกรรมทั้งหมดประกอบด้วยความชัดส่ายและหวั่นไหวไม่มีกำลัง
แม้จะตั้งอยู่ตลอดกัปป์ก็ก่อให้เกิดวิบากอันประกอบด้วยเหตุในกาลอื่นไม่ได้ แม้กุศลกรรม
อันมีเหตุ ๓ [อโลภเหตุ อโทสเหตุ และอโมหเหตุ] ก็ไม่อาจก่อให้เกิดวิบากอันประกอบ
ด้วยเหตุในวัตถุรูปมีจักขุประสาทเป็นต้นและกิจมีการเห็นเป็นต้นไม่มีกำลัง ทั้งกิจในการ
ใคร่ครวญและยิ้มก็เป็นกิจไม่มีกำลัง อเหตุจิตทั้งหมดจึงปราศจากเหตุประกอบร่วม

พึงทราบอรรถของคำว่า สพฺพถาปิ ตามนัยที่กล่าวแล้ว

(๔๑) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “คำว่า สพฺพถาปิ คือ โดยจำแนกเป็นอกุศลวิปากจิต
กุศลวิปากจิต และกิริยาจิต” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะพระอนุรุทธอาจารย์ได้แสดงประเภท
นั้นไว้ด้วยคำว่า อิจจเวํ (อย่างนี้)

อธิบายคาถาสรุป

๑๓. ในคาถาสรุป พึงประกอบบทว่า อเหตุุกจิตมี ๑๘ ดวงคือ อกุศลวิปากจิต
๗ ดวงโดยจำแนกตามวัตถุรูปและกิจ กุศลวิปากจิต ๘ ดวงโดยจำแนกตามวัตถุรูป กิจ
และเวทนา และอเหตุุกกิริยาจิต ๓ ดวงโดยจำแนกตามกิจและทวาร

บัณฑิตพึงกล่าวประเภทของเวทนาในกุศลวิบากอีกในที่นี้ มิฉะนั้นแล้วสันตีรณจิต
ก็ไม่ควรมีประเภท ประเภทของทวารพึงมีในกิริยาจิต มิฉะนั้นแล้วอาวัชชนจิตก็ไม่ควรมี
ประเภท แต่ในคัมภีร์ฎีกาทั้งหลายมิได้กล่าวถึงประเภทเหล่านั้นไว้

จบการแสดงข้อความปรมัตถ์แห่งอเหตุุกจิต

อธิบายโสภณจิต ๕๙ หรือ ๙๑

๑๔. บัดนี้ พระอนุรุทธอาจารย์จะตั้งชื่อจิตที่กล่าวมาแล้วว่า อโสภณจิต (จิตที่
ไม่ใช่โสภณะ) และตั้งชื่อจิตที่จะกล่าวต่อไปว่า โสภณจิต (จิตดีงาม) จึงกล่าวคาถานี้ เมื่อ
จิตที่จะกล่าวต่อไปได้ชื่อว่าโสภณจิต ความเป็นอโสภณจิตของจิตที่กล่าวไว้แล้ว แม้จะไม่
กล่าวถึงโดยตรงก็ประจักษ์โดยปริยาย

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka