Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

นัยแห่งการอุบัติของจิตเหล่านี้ พึงถือเอาในคัมภีร์วิสุทธิมรรค

[คัมภีร์วิสุทธิมรรค (เล่ม ๒ หน้า ๙๓) กล่าวว่า
“เมื่อบุคคลร่าเริงยินดีเพราะอาศัยความถึงพร้อมแห่งทานและผู้รับทานหรือเหตุของโสมนัส
อื่น กระทำสัมทิฏฐิให้เกิดก่อนโดยนัยเป็นต้นว่าทานที่ให้มีผล ไม่ท้อถอย ไม่มีคนอื่นชักชวน กระทำ
บุญมีทานเป็นต้น จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบกับปัญญา เป็นอสังขาริก ย่อมเกิดแก่เขา
แต่เมื่อร่าเริงยินดีตามนัยที่กล่าวแล้ว กระทำสัมมาทิฏฐิให้เกิดก่อน ท้อถอยอยู่ด้วยการให้โดยไม่สละ
ขาด หรือมีคนอื่นชักชวน จึงกระทำทาน จิตของเขาเป็นสสังขาริก ความจริงในอรรถนี้ คำว่า สังขาร
นี้ เป็นชื่อของความเพียรในเบื้องแรกที่เป็นไปด้วยความสามารถของตนหรือผู้อื่น
เมื่อเด็กเยาว์วัยที่มีการสั่งสมไว้ด้วยการเห็นข้อปฏิบัติของญาติ ครั้นเห็นพระภิกษุแล้ว
เกิดโสมนัสยินดี ให้ของอะไรๆ ที่อยู่ในมือหรือไหว้ก็ตาม จิตดวงที่ ๓ ย่อมเกิดขึ้น แต่เมื่อมีญาติให้
พยายามด้วยการกล่าวว่าจงให้เถิด จงไหว้เถิด แล้วปฏิบัติอย่างนี้ จิตดวงที่ ๔ ย่อมเกิดขึ้น ถ้า
บุคคลปราศจากโสมนัสในนัยทั้ง ๔ เพราะอาศัยความไม่ถึงพร้อมแห่งทานและผู้รับเป็นต้นหรือไม่มี
เหตุแห่งโสมนัสอื่น จิต ๔ ดวงอื่นย่อมเกิดประกอบกับอุเบกขา”]

ปิ ศัพท์ในคำว่า อุฎปิ มีความหมายว่า “รวบรวม” ปิ ศัพท์นั้นทำหน้าที่รวบรวม
การที่จิตเหล่านี้มีหลายประเภทเป็นอันมากด้วยประการอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวไว้ใน
คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะนี้

วิธีรวบรวมในข้อนั้น มีดังต่อไปนี้ คือ จิต ๘ ดวงนี้เมื่อคูณด้วยบุญกิริยาวัตถุ ๑๐
ก็รวมเป็น ๘๐ ดวง
เมื่อคูณด้วยอารมณ์ ๖ ก็เป็น ๔๘๐ ดวง
เมื่อคูณด้วยกรรม ๓ อีก ก็เป็น ๑,๔๔๐ ดวง
เมื่อคูณด้วยประเภท ๓ คือหยาบ ปานกลาง และประณีต ก็เป็น ๔,๓๒๐ ดวง
จิตเหล่านั้นพึงตั้งไว้เป็นสองส่วนโดยดำริว่า จิตเหล่านี้เป็นสุทธจิต [จิตที่ไม่
ระคนด้วยอธิบดี ๔ อันได้แก่ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา] (๔,๓๒๐ ÷ ๒ = ๒,๑๖๐)
เมื่อถือเอาส่วนหนึ่งจากส่วนนั้นแล้วแยกเป็นสองส่วน ญาณสัมปยุตตจิตมี
๒,๑๖๐ ดวง

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka