ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ตอบว่า : ชื่อว่า กุศล เพราะมีสภาพไม่มีโรค[คือกิเลส] ดีงาม ฉลาด ไม่มีโทษ และมีผลเป็นสุข หมายความว่า กิเลสมีราคะเป็นต้นชื่อว่า โรค เพราะมีสภาพเสียดแทงกระแสจิต ชื่อว่า ไม่ดีงาม เพราะมีสภาพมิใช่ประโยชน์ ชื่อว่า ไม่ฉลาด เพราะมีสภาพไม่ละเอียดอ่อน ชื่อว่า โทษ เพราะมีสภาพพึงตำหนิ และชื่อว่า มีผลเป็นทุคติ เพราะมีผลไม่น่าปรารถนา ส่วนจิตชื่อว่า กุศล กล่าวคือสภาวะไม่มีโรค เพราะพ้นจากกิเลส และชื่อว่า ดีงาม ฉลาด ไม่มีโทษ และมีผลเป็นสุข เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลส
กุศล คือ สภาวะทำบาปธรรมอันน่าตำหนิให้หวั่นไหว คือ ให้สั่นคลอน พินาศไป
อีกนัยหนึ่ง กุสะ คือ สภาพนอนเนื่องในกระแสจิตของเหล่าสัตว์ด้วยอาการอันน่าตำหนิ หมายถึงราคะเป็นต้น กุศล คือ สภาวะกำจัดบาปธรรม
อีกนัยหนึ่ง กุสะ คือ ปัญญา เพราะเป็นสภาพกระทำบาปธรรมที่น่าตำหนิให้อ่อนกำลังหรือทำให้หมดไป กุศล คือ สภาวะอันบุคคลพึงถือเอาด้วยปัญญา
อีกนัยหนึ่ง กุศล คือ สภาวะตัดทอนฝ่ายเศร้าหมองเหมือนหญ้าคาที่บาดมือ
อีกนัยหนึ่ง กุศล คือ สภาวะทำลายบาปธรรมอันน่าตำหนิ แปลง ร เป็น ล อักษร
อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า กุศล เพราะเป็นสภาวะเกิดด้วยปัญญา [ตามนัยนี้เป็นบทที่แยกรากศัพท์ไม่ได้]
[คำว่า กุศล มีความหมาย ๕ ประการ คือ
- สภาวะทำบาปธรรมอันน่าตำหนิให้หวั่นไหว = กุ (บาปธรรมอันน่าตำหนิ) + สล ธาตุ (หวั่นไหว) + เณ ปัจจัย + อ ปัจจัย
- สภาวะกำจัดบาปธรรมที่นอนเนื่องด้วยอาการอันน่าตำหนิ = กุส (บาปธรรม) + ลู ธาตุ (กำจัด) + อ ปัจจัย
- สภาวะอันบุคคลพึงถือเอาด้วยปัญญา = กุส (ปัญญา) + ลา ธาตุ (ถือเอา) + อ ปัจจัย
- สภาวะตัดทอนฝ่ายเศร้าหมองเหมือนหญ้าคา = กุสา (หญ้าคา) + ลู ธาตุ (ตัดทอน) + อ ปัจจัย
- สภาวะทำลายบาปธรรมอันน่าตำหนิ = กุ (บาปธรรมอันน่าตำหนิ) + สร ธาตุ (ทำลาย) + อ ปัจจัย แปลง ร ใน สร ธาตุเป็น ล]