ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ข้อควรกล่าวโดยอรรถของบท ย่อมไม่มีในมหาวิปากจิต
บัณฑิตพึงกล่าวประเภทของเวทนาโดยจำแนกตามอารมณ์ มหาวิปากจิตนั้น
ประกอบด้วยโสมนัสเวทนาและอุเบกขาเวทนาตามลำดับในอติอัฏฐารมณ์ (อารมณ์อันน่า
ปรารถนายิ่ง) และอัฏฐมัชฌัตตารมณ์ (อารมณ์อันน่าปรารถนาปานกลาง)
พึงกล่าวประเภทของสัมปโยคะโดยจำแนกตามกรรมและชวนจิต ความจริง
มหาวิปากจิตนั้นเมื่อถูกกรรมอันมีกำลังก่อให้เกิด ย่อมประกอบด้วยปัญญา แต่เมื่อถูกกรรม
อันไม่มีกำลังก่อให้เกิดย่อมไม่ประกอบกับปัญญา บางคราวเมื่อเต็มไปด้วยอำนาจของ
ตทารมณ์ จิตที่ติดตามชวนจิตอันเป็นติเหตุมักประกอบกับปัญญา เมื่อติดตามชวนจิต
อื่น [ทวิเหตุหรือเหตุุกะ] ย่อมไม่ประกอบกับปัญญา
อาจารย์บางท่าน [พระมหาทัตเถระผู้พำนักอยู่ที่โมรวปี] กล่าวประเภทแห่ง
สังขารโดยจำแนกตามกรรมว่า เมื่อถูกอสังขาริกกรรม (กรรมไม่มีสังขารกระตุ้นเตือน) ก่อ
ให้เกิดย่อมเป็นอสังขาริก แต่เมื่อถูกสสังขาริกกรรม (กรรมที่มีสังขารกระตุ้นเตือน) ก่อให้
เกิดก็เป็นสสังขาริก แต่ท่านผู้รจนาอรรถกถาประมวลความกล่าวประเภทนั้นโดยจำแนก
ตามเหตุอันตั้งอยู่ใกล้ [ปัจจุบันเหตุ] หมายความว่า มหาวิปากจิตเมื่อเกิดขึ้นโดยรับเอา
อารมณ์มีกรรมเป็นอาทิที่ญาติเป็นต้นให้ปรากฏด้วยความเพียรนั้นๆ ในเวลาใกล้เสียชีวิต
ในภพก่อนใกล้ปฏิสนธิ ชื่อว่า สสังขาริกจิต ส่วนจิตที่เกิดโดยรับเอาอารมณ์อันปรากฏด้วย
แรงกรรมโดยไม่มีความเพียรเช่นนั้น ชื่อว่า อสังขาริกจิต แต่ในเวลาเกิดตทารมณ์ จิตที่
ติดตามชวนจิตอันเป็นอสังขาริก ชื่อว่า อสังขาริกจิต จิตที่ติดตามชวนจิตอันเป็นสสังขาริก
ชื่อว่า สสังขาริกจิต
แม้ ปิ ศัพท์ในที่นี้ก็มีความหมายว่า “รวบรวม” ปิ ศัพท์นั้นทำหน้าที่รวบรวม
การที่จิตเหล่านี้มีหลายประเภทเป็นอันมากโดยจำแนกตามอารมณ์ ๖ และหีนติกะ [หมวด
ธรรม ๓ อย่างคือ หีนะ มัชฌิมะ ปณีตะ] และโดยจำแนกตามกาละ เทศะ และกระแสจิต
เป็นต้น