Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

อธิบายมหาวิปากจิต ๘

ข้อควรกล่าวโดยอรรถของบท ย่อมไม่มีในมหาวิปากจิต

บัณฑิตพึงกล่าวประเภทของเวทนาโดยจำแนกตามอารมณ์ มหาวิปากจิตนั้น

ประกอบด้วยโสมนัสเวทนาและอุเบกขาเวทนาตามลำดับในอติอัฏฐารมณ์ (อารมณ์อันน่า

ปรารถนายิ่ง) และอัฏฐมัชฌัตตารมณ์ (อารมณ์อันน่าปรารถนาปานกลาง)

พึงกล่าวประเภทของสัมปโยคะโดยจำแนกตามกรรมและชวนจิต ความจริง

มหาวิปากจิตนั้นเมื่อถูกกรรมอันมีกำลังก่อให้เกิด ย่อมประกอบด้วยปัญญา แต่เมื่อถูกกรรม

อันไม่มีกำลังก่อให้เกิดย่อมไม่ประกอบกับปัญญา บางคราวเมื่อเต็มไปด้วยอำนาจของ

ตทารมณ์ จิตที่ติดตามชวนจิตอันเป็นติเหตุมักประกอบกับปัญญา เมื่อติดตามชวนจิต

อื่น [ทวิเหตุหรือเหตุุกะ] ย่อมไม่ประกอบกับปัญญา

อาจารย์บางท่าน [พระมหาทัตเถระผู้พำนักอยู่ที่โมรวปี] กล่าวประเภทแห่ง

สังขารโดยจำแนกตามกรรมว่า เมื่อถูกอสังขาริกกรรม (กรรมไม่มีสังขารกระตุ้นเตือน) ก่อ

ให้เกิดย่อมเป็นอสังขาริก แต่เมื่อถูกสสังขาริกกรรม (กรรมที่มีสังขารกระตุ้นเตือน) ก่อให้

เกิดก็เป็นสสังขาริก แต่ท่านผู้รจนาอรรถกถาประมวลความกล่าวประเภทนั้นโดยจำแนก

ตามเหตุอันตั้งอยู่ใกล้ [ปัจจุบันเหตุ] หมายความว่า มหาวิปากจิตเมื่อเกิดขึ้นโดยรับเอา

อารมณ์มีกรรมเป็นอาทิที่ญาติเป็นต้นให้ปรากฏด้วยความเพียรนั้นๆ ในเวลาใกล้เสียชีวิต

ในภพก่อนใกล้ปฏิสนธิ ชื่อว่า สสังขาริกจิต ส่วนจิตที่เกิดโดยรับเอาอารมณ์อันปรากฏด้วย

แรงกรรมโดยไม่มีความเพียรเช่นนั้น ชื่อว่า อสังขาริกจิต แต่ในเวลาเกิดตทารมณ์ จิตที่

ติดตามชวนจิตอันเป็นอสังขาริก ชื่อว่า อสังขาริกจิต จิตที่ติดตามชวนจิตอันเป็นสสังขาริก

ชื่อว่า สสังขาริกจิต

แม้ ปิ ศัพท์ในที่นี้ก็มีความหมายว่า “รวบรวม” ปิ ศัพท์นั้นทำหน้าที่รวบรวม

การที่จิตเหล่านี้มีหลายประเภทเป็นอันมากโดยจำแนกตามอารมณ์ ๖ และหีนติกะ [หมวด

ธรรม ๓ อย่างคือ หีนะ มัชฌิมะ ปณีตะ] และโดยจำแนกตามกาละ เทศะ และกระแสจิต

เป็นต้น

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka