Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

คำว่า สเหตุุก (ที่มีเหตุ) ใน สเหตุุกกามาวจรคุศลวิปากกริยจิตตานิ (กามาวจรคุศลจิต
กามาวจรวิปากจิต และกามาวจรกริยจิต ที่มีเหตุ) ก็เป็นทั้งภูตถถณวิเสสนะและพยวัจเฉทกวิเสสนะ
ทั้งสองอย่าง กล่าวคือ มหากุศลจิตเป็นจิตที่มีเหตุแน่นอน สเหตุุก ศัพท์ซึ่งเป็นบทขยายของกามา-
วจรคุศลจิต จัดเป็นภูตถถณวิเสสนะในเมื่อสัมพันธ์กับคำว่า กุศล ส่วนวิปากจิตและกริยจิตเป็น
อเหตุุกจิตบ้าง เป็นสเหตุุกจิตบ้าง สเหตุุก ศัพท์ซึ่งเป็นบทขยายของกามาวจรวิปากจิตกับกามาวจร-
กริยจิต ในเมื่อสัมพันธ์กับคำว่า วิปาก กริยา จัดเป็นพยวัจเฉทกวิเสสนะ]

(๔๕) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “การประกอบบทตามสมควรย่อมมีในที่นี้ เหมือน
พระดำรัสในพระสูตรว่า “เห็นก้อนกรวดและกระเบื้องบ้าง ฝูงปลาบ้าง หยุดอยู่ก็มี ว่ายไปมา
ก็มี” ข้อความนั้นไม่ชอบด้วยเหตุผล เพราะในอุทาหรณ์นั้น ข้อความว่า “ก้อนกรวด
และกระเบื้องหยุดอยู่” ย่อมสมควร แต่ข้อความว่า “กุศลจิตไม่ใช่สเหตุุกะ [คือไม่มีเหตุ]”
ย่อมไม่สมควรในที่นี้

[คัมภีร์วิภาวินีอ้างอิงอุทาหรณ์จากสามัญผลสูตรว่า “เห็นก้อนกรวดและกระเบื้องบ้าง ฝูง
ปลาบ้าง หยุดอยู่ก็มี ว่ายไปมาก็มี” คือก้อนกรวดและกระเบื้องหยุดอยู่ แต่ฝูงปลาหยุดอยู่บ้าง ว่าย
ไปมาบ้าง ข้อนี้คือการประกอบบทตามสมควรที่คัมภีร์นั้นกล่าว ส่วนคัมภีร์ปรมัตถทีปนีเห็นว่าอุปมา
กับอุปไมยในเรื่องนี้ไม่ตรงกัน เพราะชวนให้เข้าใจผิดว่ากุศลซึ่งเป็นสเหตุุกะอยู่เสมอกลายเป็นไม่ใช่
สเหตุุกะเหมือนก้อนกรวดและกระเบื้องที่หยุดอยู่ ส่วนอุปมาหลังถูกต้อง คือมหาวิปากจิตและ
มหากิริยจิตเป็นสเหตุุกะกับอเหตุุกะเหมือนฝูงปลาที่ว่ายไปมาบ้าง หยุดอยู่บ้าง]

อธิบายคาถาสรุป

๑๙. ในคาถาสรุป คำว่า เวทนาญาณสงขารเกทเทน แปลว่า ด้วยการจำแนกตาม
เวทนา จำแนกตามญาณ และจำแนกตามสังขาร

ในประโยคนั้น คำว่า “จำแนกตามเวทนา” หมายความว่า จำแนกจิตที่มีประเภท
ของเวทนา

คำว่า “จำแนกตามญาณ” หมายความว่า จำแนกจิตที่มีการประกอบหรือไม่ประกอบ
กับปัญญา

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka