ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำว่า “จำแนกตามสังขาร” หมายความว่า จำแนกจิตที่มีหมู่ปัจจัยต่างๆ อันเป็นไป
ร่วมกันหรือแยกกันกับสังขาร
โดยแท้จริงแล้ว ความสามารถในการแสดงอรรถของบทต่างๆ ที่เข้าใจง่ายด้วย
คำศัพท์สั้นๆ นี้ เป็นความสามารถของบทสมาส
(๔๖) ด้วยถ้อยคำดังนี้ ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]แสดงว่าคำถามที่กล่าวถึงความ
ต่างกันของญาณและสังขารที่ไม่ต่างกัน และที่กล่าวถึงความต่างกันของจิต[ที่กล่าวไว้ใน
คัมภีร์วิภาวนี ย่อมไม่สมควร
[คัมภีร์วิภาวนีกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในลักษณะถามตอบ โดยสรุปมีใจความดังนี้ ในคาถาสรุปว่า
“กามาวจรจิตมี ๒๔ ดวงด้วยการจำแนกตามเวทนา ญาณ และสังขาร” การจำแนกตามเวทนาถือว่า
เหมาะสม เพราะกามาวจรจิตมีเวทนา ๒ อย่างคือโสมนัสเวทนาและอุเบกขาเวทนา ส่วนการจำแนก
ตามญาณและสังขารกล่าวไว้โดยปริยาย เพราะญาณกับสังขารไม่มีประเภทเหมือนเวทนา แต่ท่าน
หมายเอาความมีญาณหรือไม่มีญาณและความมีสังขารหรือไม่มีสังขารจึงกล่าวไว้เช่นนั้น เหมือนคำว่า
วสฺสโกโต สุกิกุโข ทุพภิกุโข (ฝนทำให้ข้าวดีข้าวเสีย) อย่างไรก็ดี คัมภีร์ปรมัตถทีปนีได้ปฏิเสธ
ความเห็นนั้นโดยถือว่าไม่ใช่สำนวน แต่เป็นลักษณะพิเศษของบทสมาส]
การประกอบบทในคาถาสรุปนั้น มีดังต่อไปนี้ คือ กามาวจรกุศลจิต กามาวจร-
วิปากจิต และกามาวจรกิริยจิต ที่มีเหตุ มี ๘ ดวง ๑๒ ดวง และ ๒๔ ดวงตามลำดับ ด้วย
การจำแนกตามเวทนา ญาณ และสังขาร
อนึ่ง พระอนุรุทธาจารย์พึงกล่าวคาถาสรุปในที่นี้ว่า
เวทนาญาณสงฺขาร- เภเทเนตานิ อฏฐธา
ปุญฺญปากกริยาเภทา จตุวีสติวิธา มตา.
“กามาวจรโสภณจิตนี้มี ๘ ดวง ตามประเภทแห่งเวทนา ญาณ
และสังขาร มี ๒๔ ดวงตามประเภทแห่งกุศล วิบาก และกิริยา”
หากเป็นตามนี้ก็จะมีเนื้อความกระจ่างชัดเจน และสอดคล้องกับคาถาสรุปที่
จักกล่าวต่อไป