ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
อันไม่มีวิตก ลำดับนั้น เขาเข้าปฐมฌานให้มั่นคงเพื่อความเป็นบาท ออกจากปฐมฌานแล้ว
พากเพียรเจริญฌานอีกพร้อมด้วยอัธยาศัย ย่อมเข้าถึงฌานที่มีองค์ ๔ อันไม่มีวิตก ในข้อนั้น
การเจริญฌานแม้ประกอบกับวิตกก็ได้ชื่อว่า ล่วงพ้นวิตก เพราะถูกอบรมด้วยอัธยาศัย
ฌานนั้นย่อมเกิดเป็นฌานมีองค์ ๔ อันไม่มีวิตก ด้วยอานุภาพของการเจริญฌาน แม้การ
บรรลุฌานอื่นก็มีนัยเดียวกัน อัธยาศัยของบุคคลกระทำองค์ฌานเหล่านั้นให้ต่างกันด้วย
ประการฉะนี้
การเข้าฌานขั้นต่ำๆ เพื่อความเป็นบาทในการบรรลุฌานขั้นสูงๆ พึงปรารถนา
โดยแท้ ดังคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า
เหฏฐิม์ เหฏฐิม์ ปคุณชณานํ อุปริมสฺส อุปริมสฺส ปทฏฐานํ โหติ.๗๐
“ฌานที่คล่องแคล่วขั้นต่ำๆ เป็นปทสถานของฌานขั้นสูงๆ”
แต่ฌานขั้นสูงที่เกิดด้วยอานุภาพของอัธยาศัย ย่อมจะไม่เหมือนกับฌานที่เป็น
บาทเพราะอัธยาศัยของบุคคลมีอานุภาพกว่าฌานที่เป็นบาท ดังพระพุทธวจนะว่า
อิชุตติ ภิกขเว สีลวโต เจโตปณิธิ วิสุทฺธตฺตา.๗๑
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตั้งใจของผู้มีศีลย่อมสำเร็จด้วยความหมดจดแห่งศีล”
ข้อความนี้จักปรากฏเมื่อถึงโลกุตตรจิตต่อไป
ถามว่า : เหตุใดพระอนุรุทธอาจารย์จึงไม่กล่าวประเภทแห่งสังขารในมหัคคตจิตนี้
ตอบว่า : เพราะในพระบาลีไม่ตรัสไว้
ถามว่า : เหตุใดในพระบาลีจึงไม่ตรัสไว้
ตอบว่า : เพราะประเภทแห่งสังขารย่อมสำเร็จด้วยการกล่าววิธีจำแนกปฏิปทา
ซึ่งอธิบายได้ว่า เมื่อความเป็นสุขปฏิปทา (ปฏิปทาอันเป็นสุข) แห่งโลกิยฌานและโลกุตตร
ฌาน ทั้งหมดมีอยู่ ความเป็นอสังกขารย่อมมีได้ และเมื่อความเป็นทุกขปฏิปทา (ปฏิปทา
อันเป็นทุกข์) มีอยู่ ความเป็นสสังขาริกของฌานย่อมมี