ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ตอบว่า : ความสมควรในการที่ฌานเป็นทุกขปฏิปทาหรือสุขปฏิปทา ย่อมมีด้วย
ปัจจัยอันรบกวนสมาบัติในเวลาเข้าฌานสมาบัติซึ่งมีอยู่หรือไม่มีอยู่ใกล้ฌานสมาบัติ]
ในเรื่องนั้น มัคคสิทธฌาน คือ ฌานอันสำเร็จพร้อมกับการบรรลุมรรคของสุทธ
วิปัสสนาญาณ (ผู้มีวิปัสสนาล้วนเป็นยาน)
มัคคสิทธฌานมี ๒ อย่าง คือ ฌานสำเร็จด้วยมรรคขั้นต่ำ และฌานสำเร็จด้วย
อรหัตตมรรค
ฌานของภิกษุ ๕๐๐ รูปที่กล่าวไว้ในมาสมยสูตร สำเร็จด้วยมรรคขั้นต่ำ ฌาน
ของพระอานนท์สำเร็จด้วยอรหัตตมรรค แม้ฌานอันเกิดแก่พระอนาคามีผู้ไม่รู้ตัวอยู่แล้ว
เสียชีวิตโดยพลันเพราะการผลาญชีพด้วยศาสตรา ก็เหมือนฌานที่สำเร็จด้วยมรรค
อุปปัตตสิทธฌาน คือ ฌานของบุคคลผู้เจริญสมาบัติ ๘ แล้วไปเกิดในพรหมโลก
ซึ่งมีรูปภพใดภพหนึ่ง สมาบัติของเขาเป็นสภาพปกติในภพนั้น แม้ฌานที่บรรลุแม้ในภพ
หนึ่งก็กอปรด้วยปฏิปทาต่างๆ โดยความต่างกันของปัจจัยที่มีอยู่ใกล้ในเวลาเข้าสมาบัติ
อีกนัยหนึ่ง การประมวลฌานทั้งสองนั้นไว้ในอสังขาริกฌาน ย่อมสมควร เพราะ
ปราศจากปฏิปทาอันก่อให้เกิดฌาน
ประเภทแห่งสังขารในสมาธิที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ แสดงไว้โดยตรงในคัมภีร์
เนตติกรณ์ สมจริงดังสารกว่า
เทุ สมารโย สสงขาโร สมาริ อสงขาโร สมาริ.๗๓
“สมาธิมี ๒ อย่าง คือ สมาธิที่มีสังขาร และสมาธิไม่มีสังขาร”
ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า
สุขปปฏิปทา ปุพพกาน ทวินุห์ ทนฺธาภิญญชิปปาภิญญสมาธิน์ อสงขาภาโว
ทุกขปฏิปทา ปุพพกาน ทวินุห์ สสงขาภาโว จ วุตฺโต.๗๔
“สมาธิที่รู้ช้าหรือรู้เร็วซึ่งมีสุขปปฏิปทาเกิดขึ้นก่อน จัดเป็นอสังขาริก ส่วนสมาธิ
ทั้งสองนั้นซึ่งมีทุกขปฏิปทาเกิดขึ้นก่อน จัดเป็นสสังขาริก”