ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ด้วยถ้อยคำดังนี้ ความมีสองประเภทโดยเฉพาะๆ ของฌานจิตที่เป็นมหคตกะ
และโลกุตตระทั้งหมดย่อมมีได้
คำว่า สังขาร นี้เป็นชื่อทั่วไปแก่อกุศลจิต [คือเกี่ยวข้องกับอกุศลจิตได้ด้วย] ส่วน
ชื่อว่า ปฏิปทา ย่อมประจักษ์ในธรรมที่เกี่ยวกับการปฏิบัติเป็นพิเศษ ทั้งมหคตธรรมกับ
โลกุตตรรธรรมก็เป็นธรรมที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ ประเภทของธรรมเหล่านั้นจึงตรัสไว้โดย
จำแนกตามปฏิปทาในพระบาลีธรรมสังคณี ไม่ตรัสโดยจำแนกตามสังขาร
ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงข้อความปรมัตถ์ในรูบาวจรจิต
(๔๙) ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวินีว่า “รูปาวจรกุศลนี้ไม่พึงเรียกว่า อสังขาร
เพราะฌานทั้งหมดไม่เกิดด้วยการสั่งสมอย่างเดียวโดยปราศจากการปรุงแต่งมาก่อนอัน
ได้แก่การบริกรรม (การสาธยายในใจว่า ปฐวี ปฐวี เป็นต้น) และไม่พึงเรียกว่า สสังขาร
เพราะไม่เกิดด้วยการปรุงแต่งคือการบริกรรมล้วนๆ ปราศจากการสั่งสม” ในพากย์นั้น
คำว่า “ไม่พึงเรียกว่า อสังขาร เพราะฌานทั้งหมดย่อมไม่เกิดขึ้นด้วยการสั่งสมอย่างเดียว
โดยปราศจากการปรุงแต่งมาก่อนอันได้แก่การบริกรรม” นี้ ไม่สมควรก่อน เพราะการ
ปรุงแต่งมาก่อนอันได้แก่การบริกรรมไม่ชื่อว่า สังขาร ในประเภทของสังขารนี้ เพราะเป็น
ปัจจัยปกติของการเกิดฌาน ความจิกรรมอันเป็นกุศลและอกุศลทั้งหมดในโลกและในศาสนา
ย่อมไม่มีเกิดขึ้นโดยปราศจากการปรุงแต่งมาก่อนอันได้แก่การกระทำตามสมควรเป็นอย่าง
น้อยแม้เป็นเพียงการให้ก้อนข้าวคำหนึ่ง อนึ่ง การปรุงแต่งมาก่อนคือการบริกรรมอันสมควร
แก่ตน ก็จัดว่าเป็นหมู่ปัจจัยปกติของจิตซึ่งไม่เกิดขึ้นโดยปราศจากการปรุงแต่งมาก่อน
ทั้งฌานทั้งหมดที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระย่อมเกิดขึ้นไม่ได้โดยปราศจากการปรุงแต่งมาก่อน
คือการเจริญฌานอันได้แก่การบริกรรมตามสมควรแก่ตน ดังนั้น การปรุงแต่งมาก่อนจึง
จัดว่าเป็นหมู่ปัจจัยปกติของฌาน มิฉะนั้นแล้วก็จะมีโทษว่า กุศลกรรมและอกุศลกรรม
ทั้งหมดที่ได้ชื่อว่า อสังขาริก ก ย่อมไม่มี