ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
(๕๐) ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์นั้นว่า “ทั้งไม่พึงเรียกว่า สสังขาร เพราะไม่เกิดด้วยการปรุงแต่งคือการบริกรรมล้วนๆ ปราศจากการสั่งสม” ก็ไม่สมควร เพราะโลกิจฌาน ย่อมเกิดขึ้นได้โดยไม่มีการสั่งสม
ผู้กระทำการสั่งสมสมถกรรมฐานในกาลก่อนมักเกิดฌานที่เป็นสุขปฏิปทา ส่วนผู้ไม่กระทำการสั่งสมมักเกิดฌานที่เป็นทุกขปฏิปทา ข้อความในคัมภีร์อรรถกถาปรากฏอย่างนี้ ดังสาธกในอรรถกถานั้นว่า
โย จ สมเถ อกตาธิกาโร. ตสุส ทุกขปปฏิปทา โหติ. กตาธิการสุส สุขา.๗๕
“บุคคลใดมิได้กระทำการสั่งสมในสมถะ ปฏิปทาของเขาเป็นทุกขปฏิปทา ปฏิปทาของบุคคลผู้กระทำการสั่งสมแล้วเป็นสุขปฏิปทา”
แม้การพิจารณาประเภทของสังขารในที่นี้โดยถือเอาการสั่งสมที่เกิดขึ้นในภพก่อน ก็ไม่สมควร เพราะการพิจารณาข้อนั้นด้วยปัจจัยที่มีอยู่ใกล้ ย่อมสมควรในฌานอันเป็นกุศล และกิริยา
[ฌานที่เป็นวิบากในพรหมโลก เกิดมาจากบุพกรรมซึ่งเคยสั่งสมไว้ในภพก่อนที่เคยเจริญฌานก่อนจะไปเกิดเป็นพรหม ส่วนฌานอันเป็นกุศลและกิริยา เกิดมาจากความเพียรในการเจริญฌานซึ่งเป็นปัจจัยใกล้ในภพนี้]
(๕๑) ด้วยถ้อยคำดังนี้ ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]ได้ปฏิเสธนัยหลังมีคำเป็นต้นว่า อถวา (อีกนัยหนึ่ง) [ในคัมภีร์วิภาวนี]
[นัยหลังที่คัมภีร์วิภาวนีแสดงไว้ คือ อีกนัยหนึ่ง พระอนุรุทธาจารย์ไม่กล่าวว่าเป็นอสังขาริก เพราะความเป็นอสังขาริกของจิตอันเกิดขึ้นด้วยการปรุงแต่งก่อน ย่อมไม่มีในกาลใดๆ และไม่กล่าวว่าเป็นสสังขาริก เพราะไม่มีความสงสัยว่าเป็นอสังขาริกหรือสสังขาริก]
ในข้อนี้ เมื่อบุคคลเจริญญาณอยู่ เวลาก่อนเกิด[ปฏิภาค]นิมิต เป็นช่วงเวลาปฏิบัติ ส่วนเวลาต่อมา เป็นช่วงเวลาแห่งการรู้ยิ่ง