ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
(๕) บางคนอ้างว่า “มหัคคตกุศลย่อมก่อให้เกิดผลอันเสมอกับตน เพราะให้ผลในภพถัดไป” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ แม้ชวนะดวงที่ ๗ อันเป็นกามาวจรกุศล ก็ควรจะส่งผลเสมอกับตนได้
กุศลอันเป็นไปในกระแสจิตของพระขีณาสพผู้ไม่มีอนุสัย ย่อมได้ชื่อว่า กิริญาณ พระอนุรุทธาจารย์จึงแสดงกิริญาจิตเหมือนกุศลจิต
๒๕. คำเป็นต้นว่า ปญฺจธา (รูปาวจรจิตมี ๕ ดวงตามประเภทแห่งฌาน รูปาวจรจิตมี ๑๕ ดวงตามประเภทแห่งกุศล วิบาก และกิริยา) เป็นคาถาสรุป
ในคาถานั้น คำว่า ฌานเภทน (ตามประเภทแห่งฌาน) คือ ตามประเภทแห่งการประกอบกับฌาน ๕ มีปฐมฌานเป็นต้น
รูปาวจรจิตตามประเภทแห่งฌานมี ๕ ดวง หมายความว่า มี ๕ ประการอย่างนี้ คือ จิตที่ประกอบกับปฐมฌาน จิตที่ประกอบกับทุติยฌาน จิตที่ประกอบกับตติยฌาน จิตที่ประกอบกับจตุกฌาน และจิตที่ประกอบกับปัญจมฌาน
พึงประกอบบทว่า รูปาวจรจิตนั้นมี ๑๕ ดวงตามประเภทแห่งกุศล วิบาก และกิริยา
(๕๓) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “คำว่า ฌานเภทน คือ ตามประเภทแห่งการประกอบกับองค์ฌาน” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะประเภทของฌานกับประเภทขององค์ฌานต่างกัน ประเภทของฌาน คือ ฌานอันได้แก่ปฐมฌาน ทุติยฌาน เป็นต้น ส่วนประเภทขององค์ฌาน คือ องค์ ๕ ในปฐมฌาน องค์ ๔ ในทุติยฌาน เป็นต้น ในบรรดาฌานและองค์ฌานนั้น พระอนุรุทธาจารย์ประสงค์เอาประเภทของฌานในที่นี้ มิได้หมายเอาประเภทขององค์ฌาน ทั้งนี้เพราะจิตมี ๕ ดวงตามประเภทแห่งฌาน มิใช่ตามประเภทแห่งองค์ฌาน แต่ฌานมี ๕ อย่างตามประเภทแห่งองค์ฌาน