ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
บรรลุสมาบัติที่ถึงความเป็นยอดในโลกิยธรรม เพราะเป็นสภาวะละเอียดสุขุม ดังนั้น แม้
จิตในจตุตถรูปปจิตก็เป็นเนวจิตตนาจิตตะ (มีจิตมิใช่จิตปรากฏชัดและมีจิตละเอียด)
แม้ผัสสะก็เป็นเนวผัสสานาผัสสะ (มีผัสสะมิใช่ผัสสะปรากฏชัดและมีผัสสะละเอียด) แม้
เวทนา เป็นต้นก็เหมือนกัน เพราะเหตุนั้น การถือเอาคำว่า สัญญา ในคำว่า เนวสัญญา-
นาสัญญายตน นี้ จึงเป็นการยกขึ้นกล่าวพอเป็นตัวอย่างในการแสดงธรรม
[คำว่า สัญญา เป็นอุปลักขณนัย คือ การแสดงตัวอย่างไว้เป็นเครื่องสังเกตแทนสิ่งอื่นๆ
ทั้งหมด หมายความว่า แม้จิต ผัสสะ และเจตสิกอื่นในข้อนี้ ก็ลักษณะเหมือนสัญญาที่มิใช่สัญญา
ปรากฏชัดและมีสัญญาละเอียด]
ในวิบากจิต คำว่า วิญาณ์ ในคำว่า วิญาณญจายตน์ นี้ คือ ปฐมารูปปกุศลจิต
พึงทราบว่า จิตนั้นเป็นไปในภพก่อนถัดมา [จากภพที่บรรลุฌาน] และความเป็นจิต
ไม่มีส่วน [คือภังคขขณะ]เล็กน้อย ก็คือความไม่มีแห่งปฐมารูปปกุศลจิต
ส่วนในกิริยจิต ปฐมารูปปวิญญาณทั้งสองที่เป็นกุศลและกิริยาได้ชื่อว่า วิญญาณ
และความเป็นจิตไม่มีส่วนเล็กน้อย ก็คือความไม่มีแห่งปฐมารูปปวิญญาณทั้งสอง
๓๐. ในคาถาสรุป คำว่า อาลมฺพณปปฺเภทเทน (ตามประเภทแห่งอารมณ์) มี
ความหมายว่า ตามประเภทแห่งอารมณ์ ๔ มีกสิณุผาฏิกภาฏิกภาภาภาฏิกภาภาภาฏิกภาค (อากาศอันเกิดด้วยการ
เพิกกสิณ) เป็นต้นที่พึงยึดหน่วง โดยแท้จริงแล้วอารมณ์ ๔ ในอรูปาวจรจิตนี้มี ๒ ประเภท
คือ อารมณ์ ๔ ที่พึงล่วงพ้นไป และอารมณ์ ๔ ที่พึงยึดหน่วง
อารมณ์ที่พึงล่วงพ้นไปในปฐมารูปปวิญญาณ คือ กสิณนิมิตที่เป็นอารมณ์ของ
รูปปัญจมฌาน ส่วนอารมณ์ที่พึงยึดหน่วง คือ อากาศที่ได้รับเพราะเพิกกสิณนิมิต
อารมณ์ที่พึงล่วงพ้นไปในทุติยรูปปวิญญาณ คือ อากาศอันเป็นอารมณ์ของ
ปฐมารูปปวิญญาณ ส่วนอารมณ์ที่พึงยึดหน่วง คือ ปฐมารูปปวิญญาณ