ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
และสมจริงดังสาธกเป็นต้นว่า
โสตาปตฺติคณฺญาเณน เย กิเลสา ปหีนา, เต กิเลส น ปุเนติ น ปจุเจติ น ปจุจาคจุติ.๕๒
“อริยสาวกย่อมไม่กลับมา คือกลับคืน กล่าวคือหวนมาหากิเลสซึ่งถูกกำจัดด้วยโสตาปัตติมรรคญาณแล้ว”
อนึ่ง ปุถุชนอาจจะกลับเข้าหากิเลสซึ่งถูกกำจัดได้อีก คือแม้เป็นติเหตุบุคคลก็เข้าถึงความเป็นทวิเหตุบุคคลและอเหตุบุคคลได้ เนื่องจากพวกเขากำลังเกิดในภวัคคภูมิ (เนวสัญญานาสัญญายตนะภูมิ) ชั้นสูง ก็มาเกิดในอบายภูมิได้อีก แม้มีศีลก็เป็นคนทุศีลได้อีก แม้มีจิตตั้งมั่นก็เป็นคนวิกลจริตหรือมีจิตซัดส่ายได้อีก แม้มีปัญญาก็กลายเป็นคนปัญญาอ่อน มีน้ำลายไหลได้อีก แต่พระอริยบุคคลไม่เป็นอย่างนั้น ท่านไม่กลับเข้าหากิเลสที่ถูกกำจัดไปแล้วด้วยมรรคนั้นๆ ไม่กลับเป็นปุถุชนหรือพระอริยบุคคลขั้นต่ำ ย่อมถึงความแก่กล้าแห่งอินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้นตามลำดับ
ผลทั้งหมดนี้สำเร็จด้วยอานุภาพของอริยมรรคเท่านั้น ชื่อว่าโสตะจึงปรากฏในมรรคอันเป็นเหตุเกิดเบื้องแรก[แห่งผลทั้งหมด]
คำว่า โสตาปตฺติ คือ การถึงกระแสเป็นครั้งแรก
โสตาปัตติมรรค คือ มรรคที่บุคคลบรรลุด้วยการถึงกระแสเป็นครั้งแรก
อีกนัยหนึ่ง โพธิปักขิยธรรมที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระทั้งหมดซึ่งเกิดในกระแสจิตของพระอริยบุคคล เป็นไปอยู่ด้วยการไปไม่หวนกลับด้วยความมีสัมโพธิญาณและอนุปาทิเสส-นิพพานเป็นที่อาศัย เรียกว่า โสตะ โดยความหมายที่กล่าวแล้ว ดังมีพระพุทธดำรัสว่า
ธมฺมโสตสมาปนฺโน อริโย.๕๓
“บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยกระแสแห่ง[โพธิปักขิย]ธรรม เรียกว่า พระอริยะ”
คำว่า โสตาปตฺติ คือ ปฏิปทาทำให้ถึงกระแสเป็นครั้งแรก