ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำว่า “ผู้บรรลุในเทวโลกนั้นแล้วปรินิพพานในเทวโลกนั้น” คือ ผู้บรรลุสกทาคามิมรรคในเทวโลกนั้นแล้ว ได้บรรลุอรหัตตมรรคในเทวโลกนั้น แล้วจึงปรินิพพาน
คำว่า “เกิด” คือ อุบัติเกิดด้วยการถือปฏิสนธิ
ส่วนในข้อความของพระอรรถกถาจารย์ที่กล่าวอรรถของคำว่า “สู่โลกนี้” ว่า หมายถึง “สู่มนุษย์โลกนี้” สกทาคามีมีบุคคลมีจำแนกไว้ ๕ ประเภทเท่านั้น ไม่มีประเภทที่ ๖ [คือ ผู้บรรลุในเทวโลกนั้นแล้วเกิดในมนุษย์โลกนี้ แล้วปรินิพพานในเทวโลกนั้น]
(๕๙) คัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “ในบรรดาสกทาคามีบุคคล ๕ ประเภท สกทาคามีบุคคลอย่างที่ ๕ เท่านั้นพึงหมายเอาในที่นี้ เพราะท่านไปจากมนุษย์โลกนี้แล้วกลับมาสู่มนุษย์โลกนี้อีกคราวเดียว” แต่ในอรรถกถาของมหาปรินิพพานสูตร ๙๙ และมหาวรรคสังยุต ๙๕ กล่าวว่าแม้บุคคลที่ ๖ นั้นก็ชื่อว่าผู้มาเช่นกัน เพราะมีสภาพมาคราวเดียว
แม้พระสัพพัญญูผู้ดำรงอยู่ในผลที่ ๒ ก็ชื่อว่าดำรงอยู่ในภาวะที่มาอีกคราวเดียว เหมือนผู้ดำรงอยู่ในผลแรกซึ่งตั้งอยู่ในความเป็นผู้มาเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างมาก ตราบเท่าที่ไม่ยังไม่บรรลุมรรคขั้นสูง ผู้ดำรงอยู่ในผลที่ ๒ ประเภทใดประเภทหนึ่งจึงได้ชื่อว่า สกทาคามีโดยตรง เพราะเป็นสภาวะมาอีกคราวหนึ่ง พึงทราบว่า บุคคล ๖ ประเภททั้งหมดชื่อว่าสกทาคามี โดยตรงในที่นี้
โดยแท้จริงแล้ว สกทาคามิมรรคเป็นกัตตา (ผู้ทำกิริยา) ที่ทำให้เกิดขึ้นเอง ย่อมทำให้เกิดผลคือสกทาคามีบุคคลที่พึงให้เกิด ความเป็นวิเสสนะ (บทขยาย) และวิเสสยะ (บทที่ถูกขยาย) โดยเนื่องด้วยความเป็นผลที่พึงให้เกิดและกัตตาผู้ให้เกิด ย่อมปรากฏโดยชอบด้วยเหตุผล ดังคำว่า ติสุสมาตา (มารดาของติสสะ) ผุสสุมาตา (มารดาของผุสสะ)
[ในคำว่า “มรรคของสกทาคามีบุคคล” ตามหลักภาษาถือว่า มรรคเป็นวิเสสนะคือบทขยาย ส่วนคำว่า “ของสกทาคามีบุคคล” เป็นวิเสสยะคือบทที่ถูกขยาย ดังที่กล่าวไว้ในปทรูปสิทธิกรณ์ (สูตร ๓๑๖) คำทั้งสองนี้เกี่ยวเนื่องกันโดยที่มรรคเป็นเหตุให้เกิดพระสกทาคามี ส่วนพระสกทาคามี