Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

เป็นผลที่มรรคให้เกิด ดังคำว่า “มารดาของติสสะ” มารดาเป็นผู้ให้กำเนิดติสสะ ส่วนติสสะเป็นผลที่มารดาให้กำเนิด]

(๖๐) ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวิณีว่า “แม้ผู้ดำรงอยู่ในผลก็ได้ชื่อว่า สกทาคามี เพราะผู้ถึงพร้อมด้วยมรรคไม่มีการมาอย่างนั้น แต่มรรคที่เกิดก่อนอันเป็นเหตุของผล ใช้เรียกบุคคลผู้ดำรงอยู่ในผลเป็นพิเศษว่า สกทาคามี เพื่อปฏิเสธมรรคอื่น เช่นเดียวกับอนาคามิมรรค” โดยมุ่งหมายว่า “ความเป็นวิเศษนะและวิเสสยะนั้นไม่ชอบด้วยเหตุผล แต่มีประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง จึงไม่ผิดโดยเนื่องด้วยประโยชน์” ข้อความนั้นไม่สมควร

พึงกระทำสมาสว่า สกทาคามิมรรคจิต คือ จิตที่ประกอบกับสกทาคามิมรรค

อนาคามี คือ ผู้ไม่มาสู่กามภูมินี้อีกด้วยการปฏิสนธิ เพราะกำจัดสังโยชน์ขั้นต่ำได้โดยสิ้นเชิง หมายความว่า เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นเบื้องหน้าแน่นอน

ข้อความนี้กล่าวเนื่องกับอานุภาพของมรรคนี้เท่านั้น แต่เมื่อวิปัสสนาในมรรคขั้นสูงเกิดขึ้นแล้ว พระอนาคามีย่อมบรรลุอรหัตตมรรคต่อไปในที่นั้น

พึงกระทำสมาสว่า อนาคามิมรรค คือ มรรคของผู้ดำรงอยู่ในผลที่ ๓ ซึ่งชื่อว่า อนาคามี

อนาคามิมรรคจิต คือ จิตที่ประกอบกับอนาคามิมรรค

พระอรหันต์ คือ ผู้ควรรับการบูชาเป็นพิเศษ เพราะกอปรด้วยคุณคือการก่อให้เกิดผลบุญอันใหญ่หลวง หมายถึง ผู้ดำรงอยู่ในผลที่ ๔ ซึ่งชื่อว่า พระขീณาสพ

อรหัตตะ คือ ภาวะของพระอรหันต์ หมายถึง ผลที่ ๔

พึงกระทำรูปวิเคราะห์ (คำจำกัดความ) ว่า อรหัตตมรรค คือ มรรคของอรหัตตผล

อรหัตตมรรคจิต คือ จิตที่ประกอบกับอรหัตตมรรค

ปิ ศัพท์ทำหน้าที่รวบรวมประเภทของมรรคจิตซึ่งจำแนกไว้ในพระบาลี ในข้อนั้นลำดับแรก ในคัมภีร์ธรรมสังคณี มรรคจิตมี ๙ ดวงโดยจำแนกตามจตุกกนัยและปัญจกนัย

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka