Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

สองหมวดในสุทธปฏิปทาวาระแรก ในวาระ ๕ นัยที่กล่าวด้วยชื่อฌานในปฐมมรรค ส่วน
ในสุทธิกสัญญวาระ สุญญตปฏิปทาวาระ สุทธิกปณิหิตวาระ และอัปปณิหิตปฏิปทาวาระ
ก็มีมรรคจิต ๙ ดวงเหมือนกัน ดังนั้น มรรคจิตจึงมี ๔๕ ดวงโดยจำแนกตามนัย ๑๐ ใน
วาระ ๕ เช่นเดียวกันนี้ มรรคจิตมี ๔๕ ดวงในวาระ ๕ ทีละอย่างๆ ที่กล่าวด้วยชื่อ ๑๙
อย่างมีมรรคและสติปัฏฐานเป็นต้น ดังนั้น มรรคจิตจึงมี ๙๐๐ ดวงโดยจำแนกตามนัย
๒๐๐ ในวาระ ๑๐๐ ซึ่งกล่าวด้วยชื่อ ๒๐ อย่าง และมรรคจิตมี ๓,๖๐๐ ดวงโดยจำแนก
ตามนัย ๘๐๐ ในวาระ ๔๐๐ ซึ่งกล่าวร่วมกับอธิบดี ๔ โดยประการดังนี้ มรรคจิตมี
๔,๕๐๐ ดวงโดยจำแนกตามนัย ๑,๐๐๐ ในปฐมมรรค แม้มรรคจิตอื่นก็เหมือนกัน ด้วยเหตุ
ดังกล่าว มรรคจิตจึงมี ๑๘,๐๐๐ ดวงโดยจำแนกตามนัย ๔,๐๐๐ ในมรรค ๔ อย่างนี้

ในสัจจวิภังค์และสติปัฏฐานวิภังค์ มรรคจิตมี ๙๐,๐๐๐ ดวงโดยจำแนกตามนัย
๒๐,๐๐๐ ส่วนในมรรควิภังค์ มรรคจิตมี ๑๒๖,๐๐๐ ดวงโดยจำแนกตามนัย ๒๘,๐๐๐ แต่
ในคัมภีร์อรรถกถาได้กล่าวประเภทของนัยไว้ ไม่กล่าวประเภทของจิต

(๖๑) ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวินีว่า “ปี ศัพท์ทำหน้าที่รวบรวมนัย ๖๐,๐๐๐
อย่างที่ปรากฏในสัจจวิภังค์” ข้อความนั้นไม่ควรกล่าวในคำลงท้ายของกุศลจิตนี้ เพราะ
นัย ๖๐,๐๐๐ อย่างปรากฏในคัมภีร์อรรถกถาในฐานะที่เป็นวิบากเท่านั้น๗๖

(๖๒) ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวินีว่า “โสตาปัตติมรรคจำแนกออกเป็น ๒
คือสุญญตะและอัปปณิหิตล้วนๆ ไม่ระบุประเภทของปฏิปทา” ข้อความนั้นไม่สมควร
เพราะประเภทของปฏิปทาในพระบาลีปรากฏเป็นเบื้องแรก และไม่มีวาระระหว่างที่จำแนก
เป็น ๒ อย่างคือสุญญตะและอัปปณิหิตะในลำดับแรก

(๖๓) ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์นั้นว่า “โสตาปัตติมรรคจำแนกออกเป็น ๑๐ ด้วย
ชื่อฌานอย่างนี้” โดยมุ่งหมายว่า “สุญญตวาระเป็น ๑ นัย อัปปณิหิตวาระเป็น ๑ นัย
สุญญตวาระที่มีปฏิปทากระทำพิเศษ ๔ นัย อัปปณิหิตวาระที่มีปฏิปทากระทำพิเศษ ๔ นัย
จึงรวมเป็น ๑๐ นัย” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะสุญญตวาระเป็นต้นไม่ชื่อว่านัยในที่นี้
มีแต่จตุกนัยและปัญจนัยสองนัยๆ ในวาระหนึ่งๆ ในสุญญตวาระเป็นต้นได้ชื่อว่านัยในที่

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka