ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ถามว่า : เหตุไดมรรคจิตจึงมีขณะจิตหนึ่งเท่านั้น
ตอบว่า : เพราะมรรคมีอานุภาพมาก
ถามว่า : มรรคมีอานุภาพมากอย่างไร
ตอบว่า : ธรรมดาว่าอริยมรรคเมื่อเกิดคราวหนึ่ง ย่อมกำจัดกิเลสอันตนพึงกำจัดให้ไม่เกิดอีก นี้คืออานุภาพแรกของมรรค และมรรคยังก่อให้เกิดวิบากอันประกอบด้วยชวนกิจเหมือนกุศลชวนะและกิริยาชวนะตั้งแต่เวลาถัดมา [หลังจากเกิดมรรคแล้ว] กระทำให้ควรแก่การเข้าสมาบัติในเวลาใดเวลาหนึ่ง นี้คืออานุภาพที่ ๒ ของมรรค ดังนั้น จึงไม่มีหน้าที่ของมรรคที่พึงให้เกิดอีกเพื่อกำจัดกิเลส หน้าที่ของมรรคเพื่อการเข้าสมาบัติอีกก็ไม่มีเช่นกัน แม้หากบุคคลใดบุคคลหนึ่งดำริว่า เราไม่ต้องการเข้าผลสมาบัติ จักเข้ามรรคที่ได้บรรลุมาก่อน แล้วกระทำการบริกรรม ลำดับนั้น ผลจิตเท่านั้นพึงเป็นไปด้วยอานุภาพของมรรคเจตนาที่เคยเกิดคราวเดียวแล้วดับไป มรรคจิตจะเกิดขึ้นไม่ได้
ถามว่า : เหตุไดมรรคจิตจึงเกิดขึ้นไม่ได้
ตอบว่า : เพราะอานุภาพของมรรคไม่มีใครจะพึงห้ามได้ โดยแท้จริงแล้ว อานุภาพของมรรคนี้นี้ไม่มีใครจะห้ามได้ด้วยความปรารถนา อำนาจ อัธยาศัย หรือการบริกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง
๓๕. คำเป็นต้นว่า ทวาทสากุสลาเนว์ เป็นคำสรุปจิตในภูมิ ๔ ทั้งหมดโดยจำแนกตามชาติ
ในคัมภีร์ฎีกาประกอบบทว่า “อกุศลจิตมี ๑๒ ดวงเท่านั้น กุศลจิตมี ๒๑ ดวงเท่านั้น วิปากจิตมี ๓๖ ดวงเท่านั้น และกิริยาจิตมี ๒๐ ดวงเท่านั้น อย่างนี้ คือโดยประการที่กล่าวไว้นี้” แต่บางคนประกอบ เอว ศัพท์ [ที่แปลว่า เท่านั้น] ในบทแรกและบทท้าย เพราะ [เห็นว่า] กุศลจิตและวิปากจิตเพิ่มจำนวนต่อไปได้