Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

[ตามมติของอภิรัชมัตถสังคหฎีกา เอว ศัพท์ ที่แปลว่า “เท่านั้น” ท้าย ฉตฺตีเสว (ฉตฺตีส + เอว) ในบาทที่ ๓ เป็นอธิการนัย คือ การติดตามไปปรากฏในประโยคหน้าและประโยคหลัง คำนี้จึง ประกอบกับบททั้ง ๔ คือ ทวาทส เอกวีสติ ฉตฺตีส และ วีสติ มีคำแปลว่า “อกุศลจิตมี ๑๒ ดวงเท่านั้น กุศลจิตมี ๒๑ ดวงเท่านั้น วิปากจิตมี ๓๖ ดวงเท่านั้น และกิริยาจิตมี ๒๐ ดวงเท่านั้น” แต่บางคน อ้างว่า เอว ศัพท์ประกอบกับบทแรกคือ ทวาทส และบทท้าย คือ วีสติ เพราะเห็นว่ากุศลจิตมี ๒๑ หรือ ๓๗ ดวง ส่วนวิปากจิตมี ๓๖ หรือ ๕๒ ดวง ตามนัยนี้แปลว่า “อกุศลจิตมี ๑๒ ดวงเท่านั้น กุศลจิตมี ๒๑ ดวง วิปากจิตมี ๓๖ ดวง และกิริยาจิตมี ๒๐ ดวงเท่านั้น” มติหลังใช้คำว่า บางคน (เกจิ) เพื่อแสดงว่าคันถรจนาจารย์ไม่เห็นด้วยกับมตินี้]

๓๖. คำเป็นต้นว่า จตุปฺปญฺสสรา เป็นคำสรุปจิตโดยจำแนกตามภูมิ

พึงประกอบบทว่า ท่านแสดงจิตที่นับเนื่องในกามภูมิ ๕๕ ดวง จิตที่นับเนื่องใน รูปภูมิ ๑๕ ดวง จิตที่นับเนื่องในอรูปภูมิ ๑๒ ดวง และจิตที่นับเนื่องในโลกุตตรภูมิ ๘ ดวง

ในคาถานี้ คำว่า อนุตฺตร เแปลว่า ในโลกุตตรภูมิ

โลกุตตรภูมิมี ๒ อย่าง คือ สังขตภูมิ และอสังขตภูมิ

แม้สังขตภูมิก็มี ๔ อย่าง ดังพระพุทธวจนะว่า

ยสฺมี สมเย โลกุตฺตรํ ฌานํ ภาเวติ ปฐมาย ภูมิยา ปตฺติยา ฯเปฯ ทุติยาย ฯเปฯ ตติยาย ฯเปฯ จตฺตุถาย ภูมิยา ปตฺติยา. ๙๗

“ในกาลใดบุคคลเจริญโลกุตตรฌาน เพื่อบรรลุภูมิแรก ภูมิที่ ๒ ภูมิที่ ๓ และ ภูมิที่ ๔”

ในพระบาลีนั้น พระดำรัสว่า ภูมิ กล่าวไว้[ในคัมภีร์อรรถกถา]๙๘ ว่าคือสามัญญผล

อีกนัยหนึ่ง มรรคผลคู่แรกชื่อว่า ภูมิแรก...มรรคผลคู่ที่ ๔ ชื่อว่า ภูมิที่ ๔

โดยองค์ธรรม โลกุตตรภูมิคือธรรมพิเศษ[อันได้แก่มรรค ผล นิพพาน]ที่ ประกอบด้วยสภาวะพิเศษซึ่งเรียกว่า การไม่นับเข้าในธรรมอันมีภูมิ ๓ เนื่องจากพ้น จากการยึดครองของตัณหา ๓ [กามตัณหา รูปตัณหา และอรูปตัณหา]

อนึ่ง ธรรมพิเศษนั้นมี ๔ อย่างด้วยอาการพิเศษที่กำจัดกิเลส

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka