Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

(๖๔) ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวนีว่า “จิตที่เป็นส่วนหนึ่งของหมู่โลุตตรธรรม
๙ ซึ่งไม่นับเข้าในภพใดๆ เรียกว่า ‘จิตในโลุตตรธรรม’ เหมือนคำว่า ‘กิ่งในต้น’” โดย
มุ่งหมายว่า “โลุตตรภูมิไม่มีเฉพาะเหมือนภูมิอื่น หมู่โลุตตรธรรม ๙ เป็นคำไวพจน์ของ
โลุตตรภูมิ” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะภูมิมี ๒ อย่างคือ อวัตถภูภูมิ (ที่อยู่ของจิต) และ
โอกาสภูมิ (ที่อยู่ของสัตว์โลก) อวัตถภูภูมิเท่านั้นเป็นภูมิโดยตรง มิใช่ภูมิอื่น ความจริง โอกาส
ภูมิสำเร็จด้วยสภาวะพิเศษนั้นๆ ของสภาวธรรม อนึ่ง คำว่า “สภาวะพิเศษนั้นๆ” พึงทราบ
ว่าเป็นสภาวะพิเศษมีความเป็นกามาวจรเป็นต้นตามนัยที่กล่าวไว้แล้ว

[ข้อนี้หมายความว่า สภาวะพิเศษ ได้แก่ความเป็นกามาวจร คือ อาการหยาบอันเป็น
อารมณ์ของกามตัณหา ความเป็นรูปาวจรและอรูปาวจร คือ อาการปานกลางอันเป็นอารมณ์ของ
ภวตัณหา ความเป็นโลุตตระ คือ อาการละเอียดสุขุมอันมิใช่อารมณ์ของตัณหา
อนึ่ง คัมภีร์นี้เห็นว่า อวัตถภูภูมิเป็นภูมิโดยตรง เพราะมีองค์ธรรมเป็นปรมัตถ์จริงๆ ส่วน
โอกาสภูมิเป็นภูมิโดยอ้อม เพราะระคนกับบัญญัติคือสถานที่อยู่ในภพนั้นๆ]

แม้ภูมิ ๓ ก็สำเร็จด้วยสภาวะพิเศษกล่าวคือการที่กุศลธรรมและอกุศลธรรม
เป็นสภาพทราม ประณีต หยาบ หรือละเอียด

[อบายภูมิเป็นสภาพหยาบด้วยอำนาจของอกุศลกรรม ส่วนกามสุคติภูมิเป็นสภาพประณีต
ด้วยอำนาจของกุศลกรรม แม้ทุคคติภูมิและสุคติภูมิต่างๆ ก็มีหลากหลายด้วยอำนาจของอกุศลกรรม
และกุศลกรรม]

๓๗. พระอนุรุทธอาจารย์ได้แสดงจิตในภูมิ ๔ ไว้โดยสังเขปดังนี้แล้ว บัดนี้ จะ
แสดงจิตโดยพิสดารอีก จึงกล่าวคาถาแรกว่า อิตฺถํ (อีกนัยหนึ่ง นักปราชญ์ได้แบ่งจิตซึ่งจำแนก
เป็น ๘๙ ดวงดังที่กล่าวมานี้เป็น ๑๒๑ ดวง) เป็นต้น

การประกอบบทในคาถานั้น มีดังนี้ คือ อีกนัยหนึ่ง นักปราชญ์ได้แบ่งจิตซึ่ง
จำแนกเป็น ๘๙ ดวงดังที่กล่าวมานี้ คือโดยประการดังที่กล่าวมาแล้ว เป็น ๑๒๑ ดวง

(๖๕) ส่วนในคัมภีร์ฎีกาทั้งหลายได้ประกอบบทโดยกระทำครึ่งคาถาแรกของคาถา
[นี้]ให้เป็นคำลงท้ายของคาถาก่อน แล้วกระทำครึ่งคาถาหลังให้เป็นการปรารภข้อความอื่น

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka