ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
(๖๘) ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวนีว่า “แม้มรรคทั้ง ๔ ก็ได้ชื่อว่า ปฐมฌาน เป็นต้น ย่อมจำแนกไว้ ๕ ประการเป็นอย่างๆ เพราะความปรากฏแห่งองค์ฌานมีวิตกเป็นต้น เนื่องจากเหมือนกับฌานนั้นๆ โดยความเป็นฌานหนึ่งในบรรดาปาทกฌาน (ฌานที่เป็นบาท) สัมมสิตฌาน (ฌานที่พิจารณา) และอัธยาศัยของบุคคล” เพื่อแสดงว่าฌานซึ่งมีองค์ ๕ เป็นต้น ในโลกุตตรจิตได้ชื่อว่า ฌาน ด้วยความเสมอกัน[กับฌานที่เป็นโลกิยะ] แต่ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะมรรคไม่ได้ชื่อว่า ปฐมฌาน เป็นต้น เนื่องจากมรรคเป็นอย่างหนึ่ง ฌานเป็นอีกอย่างหนึ่ง
หากมีชื่อว่า ฌาน เพราะเป็นสภาพเข้าไปเพ่งและเผาธรรมอันตรงกันข้าม เมื่อนั้นโลกุตตรฌานพึงชื่อว่าฌานอย่างยิ่ง มิใช่โลกิยะฌานอื่น เพราะโลกิยะฌานเข้าไปเพ่งอารมณ์มีกสิณเป็นต้นและเผาธรรมอันตรงกันข้ามโดยเพียงแต่ข่มไว้ แต่โลกุตตรฌานเข้าไปเพ่งพระนิพพานอันลึกซึ้งเห็นได้ยากยิ่ง และเผาธรรมอันตรงกันข้ามพร้อมทั้งรากเหง้ากับอนุสัยด้วยการกำจัดโดยสิ้นเชิง
ความมีองค์ ๕ ของอัปปนาฌานเป็นสภาพสำเร็จโดยปกติ กิจ[ที่พึงกระทำ]ด้วยปัจจัยพิเศษมีปาทกฌานเป็นต้นจึงไม่มีในมรรคผลอันเกิดขึ้นในปฐมฌาน ส่วนความมีองค์ ๔ เป็นต้นย่อมไม่สำเร็จโดยปราศจากปัจจัยพิเศษ เมื่อปัจจัยพิเศษนั้นไม่มี ฌานทั้งหมดจึงมีองค์ ๕ เท่านั้น
ในเรื่องนั้น เวลาเริ่มปฏิบัติในโลกิยะฌาน การเจริญฌานอันเป็นอุปจาระของทุติยฌานเป็นต้นนั้นๆ แม้ประกอบกับวิตกเป็นต้น การเจริญฌานบางอย่างก็ชื่อว่า ล่วงพ้นวิตก บางอย่างชื่อว่า ล่วงพ้นวิจาร บางอย่างชื่อว่า ล่วงพ้นปีติ บางอย่างชื่อว่า ล่วงพ้นสุข บางอย่างชื่อว่า ล่วงพ้นรูป ส่วนการเจริญฌานของผู้จะไปสู่อสัญสัตวภูมิ ชื่อว่า ล่วงพ้นสัญญา เพราะประกอบด้วยญาณอันเห็นโทษในวิตกเป็นต้น และมีอัธยาศัยพิเศษซึ่งเป็นไปอย่างนี้ว่า บัดนี้เราจักทำฌานอันไม่มีวิตกให้เกิดขึ้น บัดนี้จักทำฌานไม่มีวิจารให้เกิดขึ้น เป็นต้น
การเจริญฌานนั้นสามารถกระทำฌานของตนให้ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ไม่มีปีติ หรือประกอบกับอุเบกขาเท่านั้น ครั้นเวลาชำนาญฌานแล้ว ย่อมเข้าฌานนั้นๆ ที่ต้องการได้