ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
(๖๙) ในคัมภีร์วิภาวนีแสดงมติซึ่งกล่าวถึงสัมมสิตฌานว่า “ฌานอย่างใดอย่างหนึ่ง
อันเป็นบาทของวิปัสสนาย่อมไม่มี” ข้อความนั้นไม่สอดคล้องกับคัมภีร์อรรถกถา
ปุคคลัชฌาสัย (อัธยาศัยของบุคคล) คือ ครั้นปาทกฌานมีอยู่ ฌานนั้นๆ ที่
บุคคลต้องการอันเป็นบาทกฌานหรือฌานอื่นย่อมสำเร็จ แม้วิปัสสนาก็ถึงความล่วงพ้นวิตก
เป็นต้นตามสมควรแก่ความปรารถนา ความหมายก็คือ ในบรรดาลอกิยฌาน ฌาน[ขั้นต่ำ]
ที่ออกแล้วในขณะใกล้[ฌานขั้นสูง]ย่อมุปถัมภ์อุปจารภาวนาในฌานขั้นสูงเท่านั้น แต่จะ
กระทำฌานในฌานขั้นสูงให้เหมือนกับตนไม่ได้ อัธยาศัยเท่านั้นกำหนดองค์ฌานในฌานขั้นสูง
ฉันใด ปาทกฌานในโลกุตตรจิตนี้ก็เป็นอุปนิสัยที่มีกำลังเพื่อความแก่กล้าชัดเจนแห่งวิปัสสนา
ส่วนอัธยาศัยย่อมทำวิปัสสนาให้ถึงความล่วงพ้นวิตกเป็นต้นแล้วกำหนดองค์ฌานในมรรค
ฉันนั้น
อนึ่ง มติของคัมภีร์มหาอรรถกถากว่า “วุฏฐานคามินีวิปัสสนาเท่านั้นย่อมกำหนด
องค์ฌานในมรรค” หมายความว่า วุฏฐานคามินีวิปัสสนาประกอบด้วยความสามารถพิเศษ
อันล่วงพ้นวิตกเป็นต้นด้วยกำลังพิเศษแห่งอัธยาศัยของบุคคล [ย่อมกำหนดองค์ฌานใน
มรรค]
แม้ติของพระเถระ ๓ รูปนี้แสดงไว้ในคัมภีร์อัฏฐสาลินีว่าคล้ายจะไม่ขัดแย้งกัน
ในเรื่องนี้ แต่ติเหล่านี้ก็ไม่อาจเทียบเคียงกันได้ เพราะทำโลกุตตรฌานทั้งหมดให้แตกต่างกัน
มติดังกล่าวจึงหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกันไม่ได้
ในเรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงการเข้าฌานที่เป็นบาทในการเจริญวิปัสสนา
ของฌานลาภีบุคคลไว้ชัดเจน ดังพระพุทธวจนะในมหาสุญญตสูตรว่า
อิธานุทุก ภิกขุ วิวิจเจว กาเมหิ วิวิจจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช
วิหรติ. ทุติยํ ฌานํ ตติยํ ฌานํ จตตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ. โส อชฌตฺตํ สุญญตํ
มนสิโรกโรติ. ตสฺส เจ อชฌตฺตํ สุญญตาย จิตฺตํ น ปกฺขนฺทติ. น ปสีทติ. เตน ภิกขุนา
ตสฺมึเยว ปุริมสฺมึ สมาธินิมิตฺเต อชฌตฺตมเยว จิตฺตํ สณฺฐเปตพฺพํ, สณฺนิสาทเทตพฺพํ, เอโกทิ
กตพฺพํ, สมาทหาตพฺพนนฺติ.๑๐๑