ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
“ดูกรอนันท์ ภิกษุในศาสนานี้สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมแล้ว เข้าปฐมฌานอยู่...เข้าทุติยฌานอยู่...เข้าตติยฌานอยู่...เข้าตุตถฌานอยู่ เธอใส่ใจความว่างเปล่าที่มีในตน ถ้าจิตของเธอไม่แล่นไปในความว่างเปล่าที่มีในตน ไม่หยั่งลง เธพึงยังจิตให้ดำรงอยู่ในอารมณ์ของสมาธิก่อนนั้นภายในตน พึงให้สงบ พึงกระทำให้ตั้งมั่น พึงตั้งไว้ด้วยดี” เป็นต้น
ในพระบาลีนั้น พระดำรัสว่า “ใส่ใจความว่างเปล่า” หมายถึงการเจริญวิปัสสนา พระดำรัสว่า “ในอารมณ์ของสมาธิก่อนนั้น” คือ ในอารมณ์ของสมาธิแห่งฌานที่ เป็นบาท
ในนวกนิบาต พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ปรมมุปาหํ ภิกฺขเว ฌานํ นิสฺสาย อาสวานํ ขยํ วทามิ ฯเปฯ เนวสญฺญานาสญฺญายนมุปาหํ ภิกฺขเว ฌานํ นิสฺสาย อาสวานํ ขยํ วทามิ.๑๒
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวการสิ้นอาสวะโดยอาศัยปฐมฌาน... เรากล่าวการสิ้นอาสวะโดยอาศัยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน”
ในบรรดามติทั้ง ๓ นี้ มติที่กล่าวถึงอัธยาศัยของบุคคลปรากฏคล้ายกับน่าเชื่อถือมาก[กว่ามติอื่น] หมายความว่า ปาทกฌานพึงปรารถนาแม้ในโลกิยฌาน ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าชัดเจนแห่งอุปจารภาวนาของฌานขั้นสูง แต่อัธยาศัยย่อมให้สำเร็จการที่อุปจารภาวนาล่วงพ้นวิกตเป็นต้น อุปจารภาวนาย่อมกำหนดองค์ฌานในฌานขั้นสูง ฉันใด ในโลกุตตรจิตนี้ วุฏฐานคามินีวิปัสสนาที่บรรลุความแก่กล้าชัดเจนด้วยอานุภาพของปาทกฌาน แล้วประกอบด้วยความสามารถพิเศษมีการล่วงพ้นวิกตเป็นต้น ย่อมให้สำเร็จฌานต่างๆ ในมรรคด้วยอานุภาพของอัธยาศัยพิเศษ แต่เมื่ออัธยาศัยพิเศษไม่มี อัธยาศัยทั่วไปย่อมดำรงอยู่ตามสมควรแก่ปาทกฌานนั้นๆ จึงควรกล่าวว่า เมื่ออัธยาศัยพิเศษไม่มี ปาทกฌานจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่เมื่ออัธยาศัยพิเศษมีอยู่ อัธยาศัยพิเศษย่อมเป็นสิ่งสำคัญ โดยแท้จริงแล้ว การยังฌานที่ต้องการให้เกิดในมรรคของผู้ชำนาญในฌานทั้งหมด ก็เหมือนการเข้าโลกิยฌาน-สมาบัติทุกฌานที่ต้องการ