Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ทั้งพระสูตรจำนวนมากมีอนุปทสูตรว่า

“อิธานนฺท ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ
วิเวกช์ ปิติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมปชฺช วิหรติ.๑๐๔

โส ยเทว ตตฺถ โหติ รูปตฺถ เวทนาตฺถ สญฺญาตฺถ สงฺขารตฺถ วิญฺญาณตฺถ, เต
ธมฺเม อนิจจโต ทกฺขโต อนตฺตโต สมนุปสฺสติ. โส ตตฺถ จิโต อาสวานํ ขยํ ปาปุณาติ. โน
เจ อาสวานํ ขยํ ปาปุณาติ. เตเนว ธมฺมราเกน ตาย ธมฺมนนฺทิยา ปญฺจนฺนํ โอรุมภาคิยานํ
สํโยวธานํ ปริกขยา อุปปาติโก โหติ. ตตฺถ ปรินิพพายี อนาวตฺติธมฺโม ตสฺมา โลกา”ติ
อาทินา.๑๐๕

“ดูกรอานนท์ ภิกษุในศาสนานี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม แล้วเข้า
ปฐมฌานอันมีวิตก มีวิจาร เกิดจากความสงัด มีปีติและสุขอยู่” เป็นต้น

และมาลุงกยปุตตสูตรว่า

“ภิกษุนั้นพิจารณาธรรมคือรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณในปฐมฌาน
นั้น โดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน เธอดำรงอยู่ในปฐมฌานนั้นแล้วบรรลุความ
สิ้นอาสวะ หากไม่บรรลุความสิ้นอาสวะ จะเป็นผู้เกิดในภูมิสุทธาวาส แล้วปรินิพพานใน
ภูมิสุทธาวาสนั้น มีสภาพไม่หวนกลับจากภูมินั้น เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ขั้นต่ำ ๕
ด้วยความยินดีในธรรมนั้น [สมถะและวิปัสสนา] ด้วยความเพลิดเพลินในธรรมนั้น” เป็นต้น

การออกจากสมาบัติหนึ่งๆ ในบรรดาสมาบัติ ๘ แล้วพิจารณาธรรม [องค์ฌาน]
ในสมาบัติที่ออกแล้ว กล่าวไว้[ในพระบาลีข้างต้น] มิใช่การพิจารณาฌานอื่น เมื่อการพิจารณา
ฌานอื่นนอกจากปาทกฌานมีอยู่ด้วยความปรารถนาของนักปฏิบัติ ปาทกฌานจึงสำคัญ
กว่า[ฌานอื่น]

ด้วยถ้อยคำดังนี้ มติที่กล่าวถึงสัมมสิตฌานย่อมปรากฏว่ามีกำลังน้อยกว่าติ
ทั้งหมด

ผู้บรรลุสมาบัติ ๘ ไม่กระทำฌานให้เป็นบาท แตัยงมรรคให้เกิดได้ หรือผู้กระทำ
ปฐมฌานให้เป็นบาทแล้ว ย่อมยังมรรคให้เกิดโดยไม่กระทำอัธยาศัยพิเศษ หรือว่าผู้บรรลุ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka