ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
เป็นต้น หมายความว่า วิปัสสนาของผู้ที่ออกจากปาทกฌานนั้นๆ แล้วเจริญวิปัสสนาอยู่
บางคราวประกอบด้วยโสมนัสก่อนบ้าง บางคราวประกอบด้วยอุเบกขาบ้าง แต่ในเวลาเกิด
มรรค ถ้าปาทกฌานเป็นโสมนัสฌาน วิปัสวนาก็ประกอบด้วยโสมนัสเนื่องกับมรรค ดัง
พระพุทธวจนะในสหายตนวิภังคสูตรว่า
ตตุร ภิกฺขเว ยา ฉ เนกขมุมสสิตา อุเปกฺขา. ตา นิสฺสาย ตา อาคมุม ยานิ ฉ
เนกขมุมสสิตานิ โสมนสฺสานิ. ตานิ ปชหก. ตานิ สมติุกกมถ. เอวเมเตสํ ปหานํ โหติ.
เอวเมเตสํ สมติุกกมโม โหติ.๑๐๖
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น พวกเธอพึงสละพันโสมนัส[ในปฐมฌาน] ที่อาศัย
วิปัสสนา ๖ อย่าง โดยอิงอาศัยอุเบกขา[ในจตุตถฌาน]ที่อาศัยวิปัสสนา ๖ อย่าง การสละ
พันโสมนัสนั้นมีได้อย่างนี้”
ในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า
ยา ฉ เนกขมุมสสิตา ฯลฯ ปชหก.๑๐๗
“ภิกษุ ๔ รูปผู้ปรารภวิปัสสนากระทำฌาน ๓ มีปฐมฌานเป็นต้นในสมาบัติ ๘
และกระทำสังขาร [รูปนาม] ล้วนๆ ให้เป็นบาท[ของวิปัสสนา] ย่อมมีวิปัสสนาในเบื้องแรก
ประกอบด้วยโสมนัสหรืออุเบกขา ส่วนวุฏฐานคามินีวิปัสสนาย่อมประกอบด้วยโสมนัสเท่านั้น
ภิกษุ ๕ รูปผู้ปรารภวิปัสสนากระทำจตุตถฌานให้เป็นบาท ย่อมมีวิปัสสนาในเบื้องแรก
เหมือนนัยก่อน ส่วนวุฏฐานคามินีวิปัสสนาย่อมประกอบด้วยอุเบกขาเท่านั้น พระผู้มี-
พระภาคทรงหมายเอาความนี้ จึงตรัสว่า
‘พวกเธอพึงสละพันโสมนัส[ในปฐมฌาน]ที่อาศัยวิปัสสนา ๖ อย่าง
โดยอิงอาศัยอุเบกขา[ในจตุตถฌาน]ที่อาศัยวิปัสสนา ๖ อย่าง การสละพัน
โสมนัสนั้นมีได้อย่างนี้”
แม้การออกจากมรรคพร้อมด้วยอัธยาศัยพิเศษก็มีนัยเดียวกัน