ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
[แม้อารมณ์จะมีมากพระฎีกาจารย์ก็ไม่กล่าวเป็นรูปพหูพจน์ว่า อาลมฺพณานิ (อารมณ์
ทั้งหลาย) แต่ใช้รูปเอกพจน์ว่า เอกํ อาลมฺพณํ (อารมณ์อย่างเดียวกัน) เพราะต้องการกล่าวถึง
ประเภทเดียวกัน การใช้คำในลักษณะเช่นนี้เรียกว่า ชาตยาเปกขนีย คือ การมองหาประเภท]
(๗๕) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “เอกุปปาทนิโรธะ คือ การเกิดและการดับ
พร้อมกัน” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะพระอนุรุทธาจารย์ไม่ประสงค์แสดงความเป็นเอกุป-
ปาทะโดยการเกิดร่วมกันในขณะเดียวเท่านั้น แต่หมายเอาตามนัยที่กล่าวมาแล้ว ดังสาธก
ในคัมภีร์มูลฎีกาว่า
เอกกลาปปริยาปนานํ รูปานํ สเหว อุปปาททิปุปตฺติโต เอกสฺส กลาปสฺส
อุปปาททโย เเอกากาว โหนฺติ.๑
“การเกิดขึ้นเป็นต้นของรูปกลาปหนึ่งๆ เป็นขณะเดียวกัน เพราะรูปที่นับเนื่องใน
รูปกลาปหนึ่งมีการเกิดเป็นต้นร่วมกัน”
[คัมภีร์วิภาวินีเห็นว่า เอก เป็นศัพท์มีความหมายว่า “พร้อมกัน” ส่วนคัมภีร์ปรมัตถทีปนี
แสดงความหมายว่า “ขณะเดียวกัน” โดยถือตามนัยว่า การเกิดของจิตเป็นขณะเดียวกันกับการเกิดของ
เจตสิกมีผัสสะเป็นต้น และได้ยืนยันความเห็นตามคัมภีร์มูลฎีกา]
คาถานั้นมีการประกอบบทว่า สภาวธรรม ๕๒ อย่างประกอบกับจิต เกิดและ
ดับขณะเดียวกัน มีอารมณ์และที่ตั้งอย่างเดียวกัน ชื่อว่าเจตสิก
อีกนัยหนึ่ง แม้บทภาวปฺปธานย่อม[แสดงได้]เหมาะสมในที่นี้ และปัญจมีวิภัตติก็
ลงในอรรถ[ตติยา]วิเสสนะ จึงประกอบบทว่า สภาวธรรม ๕๒ อย่างประกอบกับจิตโดย
ความเกิดและดับขณะเดียวกัน และโดยความมีอารมณ์และที่ตั้งอย่างเดียวกัน ชื่อว่าเจตสิก
[ตามนัยแรก คำว่า เอกุปปาทนิโรธา และ เอกาลมฺพณวตฺถุกา ลง โย ปฐมาวิภัตติ เป็นบท
วิเสสนะของ ธมฺมา จึงมีความหมายว่า “สภาวธรรม ๕๒ อย่างประกอบกับจิต เกิดและดับ
ขณะเดียวกัน มีอารมณ์และที่ตั้งอย่างเดียวกัน ชื่อว่าเจตสิก” ตามนัยหลัง ลง สุมา ปัญจมีวิภัตติใน
อรรถตติยาวิเสสนะและเป็นบทภาวปฺปธาน คือบทที่ระบุกิริยาซึ่งแปลว่า “ความ” หรือ “การ” จึงมี