Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

[นามธรรมคือชีวิตินทรีย์เป็นต้นในแต่ละรูปกลาป มีเพียงหนึ่งเดียว แม้การรูปหรืออุปาทายรูปในรูปกลาปหนึ่งก็มีอย่างเดียวเช่นกัน ดังปรากฏพระพุทธวจนะที่แสดงความเป็นเอกพจน์ว่า “การเกิดของปฐวีธาตุ การดำรงอยู่ การอุบัติ การปรากฏนั้น เป็นความเกิดแห่งทุกข์”

มีพระพุทธวจนะในบางแห่งแสดงความเป็นพหูพจน์บ้าง เช่น “ธรรมใดเป็นอายุ การดำรงอยู่ การตั้งอยู่ของนามธรรมทั้งหลาย” หรือ “รูปที่เกิดอาศัยมหาภูรูป ๔” หรือ “ปสาทรูปที่เกิดอาศัยมหาภูรูป ๔” พระพุทธพจน์เหล่านี้มิได้มุ่งแสดงว่าการเกิดดับของรูปธรรมและนามธรรมในรูปกลาปหนึ่งมีจำนวนมาก แต่ตรัสไว้ตามภาษาที่แสดงความเป็นพหูพจน์เท่านั้น โปรดดู ปรมัตถทีปนีปริจเฉทที่ ๖ ข้อ ๕๕]

ส่วนกายลหุตาและจิตตลหุตาเป็นต้นกล่าวแยกกันไว้เป็นสองอย่างเพื่อแสดงอรรถพิเศษซึ่งจักปรากฏต่อไป[ในเรื่องกายลหุตาและจิตตลหุตา]

ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงข้อความปรมัตถ์ในคาถาแรก

(๗) ในคัมภีร์วิภาวนีมีได้คำนึงถึงข้อความนี้แล้วกล่าวว่า “ถ้าประสงค์ว่าเจตสิกประกอบกับจิตเพราะการเกิดพร้อมกันเท่านั้น เมื่อนั้นแม้รูปธรรมที่เกิดร่วมกับจิตก็ถึงการประกอบกับจิตอีกด้วย ฉะนั้น พระอนุรุทธอาจารย์จึงกล่าวว่า เอกนิโรธะ (ดับพร้อมกัน) หากเป็นตามนี้ [คือเมื่อมีความเกิดดับพร้อมกัน] ก็ไม่อาจปฏิเสธความสงสัย[ในความเป็นเจตสิก]ของวิญญัติรูป ๒ ที่คล้อยตามจิต[โดยเกิดดับพร้อมกับจิต] และของรูปธรรมที่เกิดก่อน แล้วดับไปในขณะจิตดับ ในเมื่อดำริ[รูปวิเคราะห์]ว่า เอกุปปาทนิโรธะ คือ สภาวธรรมมีการเกิดหรือดับพร้อมกัน ฉะนั้น จึงกล่าวว่า เอกาลัมพณะ (มีอารมณ์เดียวกัน) และเพื่อจะแสดงว่าสภาวธรรมอันมีลักษณะ ๓ ประการนี้ ย่อมมีที่ตั้งอย่างเดียวกันแน่นอน จึงกล่าวว่า เอกวัตถุกะ (มีที่ตั้งอย่างเดียวกัน) การอธิบายโดยพิสดารพอแต่เพียงเท่านี้ ข้อความทั้งหมดนั้นหาประโยชน์มิได้

พระอนุรุทธอาจารย์เมื่อกล่าวคำถามว่า เจตสิก ๕๒ ดวงคืออะไร แล้วจึงเริ่มแสดงการจำแนกองค์ธรรม ๕๒ ประการด้วยหมวด ๓ [อัญญสมานราสี อกุศลราสี และโสภณราสี] จึงกล่าวว่า กถ์ (เจตสิก ๕๒ ดวงคืออะไร) เป็นต้น

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka