ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ตอบว่า : ผัสสะย่อมก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแห่งจิตตามสมควรแก่รสของ
อารมณ์
อีกนัยหนึ่ง ผัสสะก่อให้เกิดการอุบัติของเวทนาที่แตกต่างกัน ข้อความนี้ปรากฏดัง
ตัวอย่างเช่นในการเกิดน้ำลายในปากของคนหนึ่ง เพราะเห็นอีกคนเคี้ยวกินของเปรี้ยวเป็นต้น
ส่วนในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “โปรดทราบว่าผัสสะเหมือนการเกิดน้ำลายเป็นต้น”
แม้ข้อความนี้จะเป็นเพียงการอุปมา ก็แสดงความเป็นไปของผัสสะอย่างชัดเจน
เวทนา (ความรู้สึก) คือ สภาวะเสวย[อารมณ์] หมายถึง เสวยรสของอารมณ์ หรือ
กระทำรสของอารมณ์ที่ไม่ปรากฏชัดให้ประจักษ์แก่สัมปยุตธรรมหรือแก่บุคคลผู้มีเวทนา
อีกนัยหนึ่ง เวทนา คือ สภาวะทำให้เหล่าสัตว์เกิดความรู้สึกชอบใจหรือไม่ชอบใจ
อีกนัยหนึ่ง เวทนา คือ ความเสวย[อารมณ์] ดังพระพุทธวจนะว่า
เวทติเวทตีติ โข ภิกขเว ตสฺมา เวทนาติ วุจฺจติ. กิญจ เวทติ, สุขมฺปิ เวทติ,
ทุกขมฺปิ เวทติ, อทุกขมสุขมฺปิ เวทติ.๔
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเรียกว่าเวทนา เพราะรู้สึก รู้สึกอะไร รู้สึกความสุขบ้าง
รู้สึกความทุกข์บ้าง รู้สึกสภาพที่ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง”
[คำว่า เวทนา มีความหมาย ๓ ประการ คือ
- สภาวะเสวยอารมณ์ = เวทตีติ เวทนา (ลง ยุ ปัจจัยในกัตตุสาธนะ)
- สภาวะทำให้เหล่าสัตว์เกิดความรู้สึกชอบใจหรือไม่ชอบใจ = วินุทฺนติ เอตาย สตฺตา
สตาํ ว อสตาํ วา ลภนฺตีติ เวทนา (ลง ยุ ปัจจัยในกรณสาธนะ)
- การเสวยอารมณ์ = เวทิตํ เวทนา (ลง ยุ ปัจจัยในภาวสาธนะ)]
ถามว่า : สภาวะธรรมคือจิตกับเจตสิกทั้งหมดมักรู้สึกรสของอารมณ์เป็นปกติ
จึงชื่อว่า เวทนา ได้ไม่ใช่หรือ
ตอบว่า : สภาวะธรรมเหล่านั้นไม่ชื่อว่า เวทนา เพราะขวนขวายในหน้าที่อื่นจึง
รู้สึกรสของอารมณ์โดยตรงไม่ได้ เมื่อกระทำหน้าที่ของตนอยู่ ย่อมรู้สึกรสของอารมณ์