ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในพระบาลีตรัสว่า
สญฺชานติ. สญฺชานาตีติ โข ภิกฺขเว ตสฺมา สญฺญา วุจฺจติ. กิญฺจ สญฺชานติ. นีลมปิ สญฺชานติ. ปีตลมปิ สญฺชานตีกาทิ.๑๒
“ดูกภิกษุทั้งหลาย เราเรียกว่าสัญญา เพราะหมายรู้ หมายรู้อะไร หมายรู้สีเขียวบ้าง หมายรู้สีเหลืองบ้าง” เป็นต้น
เจตนา (ความตั้งใจ) คือ สภาวะสืบต่อ หมายถึง การสืบต่อสัมปยุตธรรมโดยเสมอมาในอารมณ์หรือกิจนั้นๆ กล่าวคือ กระทำสัมปยุตธรรมให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องเป็นความสืบเนื่องในอารมณ์หรือกิจเหล่านั้น
อีกนัยหนึ่ง เจตนา คือ สภาวะปรุงแต่งสัมปยุตธรรม หมายถึง การจัดแจงเพื่อให้ได้รับอารมณ์หรือผลสำเร็จแห่งกรรม
อีกนัยหนึ่ง เจตนา คือ สภาวะรวมสัมปยุตธรรม หมายถึง การรวมธรรมเข้าไว้ในอารมณ์ กระทำให้ประชุมร่วมกัน โดยแท้จริงแล้ว เจตนานั้นอาจกล่าวได้ว่า
อายูหนรสหิ จ สํวิธานปจุจปฏฺฐานา.๑๓
“มีหน้าที่ขวนขวาย”
“มีการจัดแจงเป็นเครื่องปรากฏ”
เมื่อเจตนาเป็นไปด้วยการขวนขวายจัดการอยู่เสมอในอารมณ์ แม้สภาวะธรรมที่มาประกอบกับเจตนาก็จะกระทำกิจของตนให้เป็นไปในอารมณ์อย่างเดียวกันนั้น ดังสารรถ [ในคัมภีร์อรรถกถา]ว่า
เตเนว สา สกิจจปรกิจจสารกเชฏฺฐสิสฺสมหาวุทฺฑิกาทิสทิสา.๑๔
“เปรียบเช่นศิษย์เอกและหัวหน้าช่างไม้ผู้ให้สำเร็จกิจของตนและกิจของผู้อื่น”
[เมื่อศิษย์เอกเป็นหัวหน้านำท่องสาธยายธรรม ศิษย์อื่นก็สารยายตาม หรือเมื่อหัวหน้าช่างไม้ทำงาน ลูกมือก็ทำงานตาม