ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ก็ถือว่าถูกวิตกยกไว้ในอารมณ์ เพราะเข้าสู่อารมณ์ด้วยอานุภาพของความคุ้นเคยได้เกิด
ร่วมกับวิตกในกระแสสภาวธรรมอันมีวิตกอยู่
แม้ปัญจวิญญาณจิตจะไม่มีวิตก ก็เข้าสู่อารมณ์ด้วยอำนาจการกระทบระหว่าง
วัตถุกับอารมณ์ ส่วนทุติยฌานจิตย่อมเข้าไปสู่อารมณ์ด้วยอำนาจของอุปจารภาวนา เป็นต้น
ส่วนในอรรถกถามัชฌิมนิกายกล่าวว่า “อีกนัยหนึ่ง ความชอบด้วยเหตุผลดังกล่าว
หาประโยชน์มิได้” แล้วแสดงข้อความนี้ว่า
จิตฺตมฺปิ หิ อารมฺมณ์ อารุหติยว. ตสฺส ปน นิจจุํ สหาโย มนสิการฺโต. ตสฺมึญฺหิ
อสติ ต์ นิยามกรหิตา นาวา วิย ย์ วา ต์ วา อารมฺมณ์ คเหตฺวา ปวตฺเตยฺยนา.๒๒
“จิตย่อมเข้าสู่อารมณ์ได้เพราะสหายประจำของจิตคือมนสิการ เนื่องจากเมื่อไม่มี
มนสิการจิตก็จะเกิดขึ้นรับอารมณ์ต่างๆ อย่างไม่มีทิศทางเหมือนเรือที่ปราศจากนายท้าย”
ด้วยเหตุนั้น ปัญจวิญญาณที่มีมนสิการเป็นสหายย่อมเข้าสู่อารมณ์ด้วยความรับรู้
อารมณ์ของตน แต่ในขณะเกิดอกุศลจิตและโลภเจตสิกเป็นต้นก็มีกำลังในการเข้าสู่อารมณ์
ดังพระพุทธวจนะว่า ปาปสุมี รมเต มโน๒๓ (จิตย่อมรื่นรมย์ในบาป) ทุติยฌานจิตเป็นต้น
ย่อมเข้าสู่อารมณ์ด้วยอำนาจของมนสิการ วิริยะ และสติ ส่วนวิตกได้ดำริโดยอาการนั้นๆ
แล้วกระทำสภาวธรรมอันเกิดร่วมกับตนให้มีกำลังยิ่งขึ้นในการเข้าสู่อารมณ์
โดยประการดังนี้ สภาวธรรมนี้จึงได้ชื่อว่า วิตก เพราะมีความขวนขวายมากกว่า
สภาวธรรมอื่นในกิจนั้น
ถามว่า : แม้นามธรรมอื่นก็เข้าสู่อารมณ์เพราะมีสภาพรับรู้อารมณ์ เหตุใดจึง
เรียกสภาวธรรมนี้ว่าเป็นวิตก
ตอบว่า : การเข้าสู่อารมณ์ของนามธรรมอื่นย่อมสำเร็จโดยประกอบด้วยกิจอื่น
แต่วิตกไม่มีกิจอื่นนอกจากกิจนี้ [คือการเข้าสู่อารมณ์] ท่านจึงเรียกสภาวธรรมนี้
เช่นนั้น
วิจาร (ความตรอง) คือ สภาวะตรอง