Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ฉันทะ คือ ความปรารถนา หมายถึง ความต้องการ ความประสงค์ ความมุ่งหมาย

ฉันทะมี ๒ ประเภท คือ ตัณหาฉันทะ (ความปรารถนาคือความอยาก) และกัตตุกัมยตาฉันทะ (ความปรารถนาคือความต้องการจะทำ) ในที่นี้หมายเอากัตตุกัมยตาฉันทะ

คำว่า กัตตุกามะ คือ ผู้ปรารถนา หมายถึง ผู้ถึงพร้อมด้วยความปรารถนา

คำว่า กัตตุกัมยะ คือ ภาวะแห่งผู้ปรารถนา

คำว่า กัตตุกัมยตา คือ ภาวะแห่งผู้ความปรารถนานั่นแหละ เหมือนคำว่า เทวตา คือ เทพนั่นแหละ [โดยลง ตา ปัจจัยในอรรถสกดัต์ไม่มีความหมายใดๆ]

คำว่า กัตตุ ในบทนี้ว่า กัตตุกัมยตา ประมวลอรรถของศัพท์ธาตุไว้ทั้งหมด คำว่า กัตตุกัมยตา นี้จึงรวบรวมบทกริยาทั้งหมดโดยนัยว่า กเถตุกัมยตา (ความปรารถนาเพื่อพูด) จินเตตุกัมยตา (ความปรารถนาเพื่อคิด) ทัฏฐุกัมยตา (ความปรารถนาเพื่อเห็น) และโสตุกัมยตา (ความปรารถนาเพื่อฟัง) เป็นต้น

ฉันทะแม้จะเป็นความปรารถนาอารมณ์ ก็มิได้ปรารถนาด้วยความเพลิดเพลิน กำหนัดและผูกพัน แต่ปรารถนาด้วยต้องการให้สำเร็จประโยชน์ที่ตนปรารถนา เปรียบดั่ง นายขมังธนู ของพระราชาผู้ต้องการทรัพย์หรือเกียรติยศ ปรารถนาลูกศรจำนวนมากที่ควรสละไปในการยิงอริราชศัตรู ฉันใด ฉันทะก็มีอุปไมยฉันนั้น ย่อมปรารถนาในสิ่งที่เป็นทานซึ่งควรสละแก่ผู้อื่นหรือผู้ยังไม่ได้รับ และปรารถนาจะรักษาสิ่งที่ตนได้รับแล้ว

แม้ข้อความนี้ก็กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวนีอีกด้วย ดังสารกว่า

“แม้ในกาลที่เป็นไปด้วยการสละสิ่งที่จะให้เป็นทาน ฉันทะนี้ย่อมปรารถนาทานวัตถุที่ตนควรสละ เหมือนนายขมังธนูที่ต้องการจะรับเอาลูกศรซึ่งจะพึงยิงออกไป”

คำว่า “ที่ตนควรสละ” หมายความว่า ควรแก่ความเป็นวัตถุที่พึงสละ กล่าวคือบุคคลต้องการสิ่งนั้นเพื่อสละแก่ผู้อื่น

คำว่า “รับเอาลูกศรที่จะพึงยิงออกไป” หมายความว่า รับเอาลูกศรที่ยังไม่มี (ขาดอยู่) ด้วยการสร้างเองหรือด้วยการแสวงหา[เพื่อให้มีไว้ใช้ยิงต่อไป]

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka