ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในเรื่องนี้ บางคนอ้างว่า “นายขมังธนูแม้ยังยิงลูกศรไปแล้วก็ยังต้องการลูกศร”
ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะถ้าเป็นอย่างนี้พระสุมังคลาจารย์ก็ควรกล่าว[เป็นอดีตกาล]ว่า
ขปิตอุสูน (ลูกศรที่ยิงแล้ว) เหมือนพระดำรัสว่า
กถิต์ ลปิต์ ตถาคเตน๒๕
“พระตถาคตได้ตรัสภาษิตแล้ว”
แม้คำว่า วิสุสชชิตพุเพน (ที่ตนควรสละ) ก็เช่นเดียวกัน [คือควรกล่าวเป็นอดีตกาล
ว่า วิสุสชชิเตน (ที่ตนสละแล้ว)]
บางคนก็อ้างอีกว่า “นายขมังธนูหาใช่ไม่ต้องการลูกศรจึงยิงออกไป แต่ทั้งที่
ต้องการอยู่ก็ปรารถนาประโยชน์อื่นจึงยิงออกไป” ข้อความนั้นไม่สมควร เพราะถ้าเป็นตามนี้
พระสุมังคลาจารย์ควรกล่าวว่า “เหมือนนายขมังธนูที่ต้องการลูกศรอยู่ ได้ยิงลูกศรออกไปอยู่”
มติทั้งสองจึงไม่พึงใส่ใจ
ในข้อนั้น เจตนาอันเกิดก่อน[บุพเจตนา]ซึ่งเป็นไปโดยการแสวงหาทานวัตถุ
เป็นต้นโดยดำริว่าจะให้วัตถุนั้นเป็นทานต่อไป ย่อมจัดว่าเป็นทานซึ่งก็คือการสละทาน
วัตถุ ดังนั้น เวลาที่ฉันทะเกิดร่วมกับบุพเจตนาก็เหมือนกับเวลาที่สละทานวัตถุ
[เมื่อจำแนกฉันทะตามบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ฉันทะที่จะให้ทานจัดว่าเป็นทานเหมือนเจตนาที่
เกิดก่อนซึ่งเรียกว่าบุพเจตนา ไม่จัดว่าเป็นศีลหรือภาวนา]
จิตที่ประกอบกับฉันทะ เมื่อรับอารมณ์อยู่ ย่อมรับไว้ดั่งต้องการยิ่งหรือฉกฉวย
เอาไปด้วยฉันทะ ดังสาธก[ในคัมภีร์อรรถกถา]ว่า
อยํ อารมุมณคุคหเณ เจตโส หตุถปปสารณ์ วิย.๒๖
“เหมือนการที่จิตเหยียดมือออกไปรับอารมณ์”
ในพากย์นี้ คำว่า “เหมือนเหยียดมือ” นี้ เป็นคำอนุมานสิ่งไม่มีจริง เพราะจิต
ไม่มีมือ พระอรรถกถาจารย์ได้กล่าวอนุมานสิ่งที่ไม่มีจริงให้เหมือนมีจริง เพื่อความปรากฏ
แห่งอรรถพิเศษ