Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

อธิบายอกุศลราสี

๕. บัดนี้ พระอนุรุทธอาจารย์จะแสดงอกุศลราสี จึงกล่าวว่า โมโห (ความหลง) เป็นต้น

ในประโยคนั้น โมหะ (ความหลง) คือ สภาวะหลง

อีกนัยหนึ่ง โมหะ คือ สภาวะทำให้เหล่าสัตว์หลง

อีกนัยหนึ่ง โมหะ คือ ความหลง ความหมายก็คือ การกระทำจิตให้มืดบอดโดยปิดบังฝ่ายดีไว้โดยสิ้นเชิง ประดุจการที่มีความมืดมีองค์ ๔ [วันแรม ๑๔ ค่ำ เวลาเที่ยงคืน ป่าชัฏ และเมฆทึบบังดวงจันทร์] ได้กระทำความืดแก่จักษุ

[คำว่า โมห มีความหมาย ๓ ประการ คือ

  • สภาวะหลง = มยุหตีติ โมโห (ลง ณ ปัจจัยในกัตตุสาธนะ)
  • สภาวะทำให้เหล่าสัตว์หลง = มยุหนฺติ สตฺตา เอเตนาติ โมโห (ลง ณ ปัจจัยในกรณสาธนะ)
  • ความหลง = มยุหนํ โมโห (ลง ณ ปัจจัยในภาวสาธนะ)]

เมื่อถึงฝ่ายบาป โมหะมีสภาพคล้ายปัญญา โมหะนี้ตรัสไว้ในพระบาลีว่า มิจฉาญาณ์ ๒๗ (ความรู้ผิด) และในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า

มิจฉาญาณนฺติ ปาปกิริยาสุ อุปลายจินตุตาวเสน ปวตุโต โมโห. ๒๘

“มิจฉาญาณ คือ โมหะที่เป็นไปด้วยความดำริอุบายในการทำบาป”

แม้พระอรรถกถาจารย์ก็กล่าวว่า อวิชชามี ๒ อย่างโดยจำแนกเป็นการไม่ปฏิบัติและการปฏิบัติผิด

การไม่ปฏิบัติ คือ ความไม่รู้ในฝ่ายดี

การปฏิบัติผิด คือ มิจฉาญาณในฝ่ายบาป

เมื่อกล่าวถึงฝ่ายบาป สภาวะ ๕ สภาวะ คือ โมหะ โลภะ ทิฏฐิ วิตก และวิจาร เหล่านี้มีสภาพคล้ายปัญญา และเมื่อรวมเข้ากับจิตด้วยก็มีสภาวะ ๖ ธรรมเหล่านั้นเมื่อเกิด

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka