ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
พระบาลีนี้แสดงว่า กุกกุจจะมี่ ๒ อย่างโดยจำแนกตามอารมณ์ คือ สุจริตที่ยัง
มิได้กระทำ และทุจริตที่กระทำแล้ว เพราะกล่าวไว้[ในพากย์นั้น]ว่า
“ด้วยอาการ ๒ อย่าง”
กุกกุจจะย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้กระทำบาปมาก่อน แล้วถูกภัยในอบายภูมิคุกคามต่อมา
และเกิดขึ้นแก่ผู้ตกอบายภูมิแล้วหวนระลึกถึงกรรมที่ตนได้กระทำมาก่อน มิใช่เกิดขึ้นแก่
บุคคลอื่น เพราะกล่าวไว้[ในพากย์นั้น]ว่า
“เรามิได้กระทำกายสุจริต เรากระทำกายทุจริตแล้ว”
มานะมี ๒ อย่างคือ ยถาถาวมานะ (ความทะนงตนในเรื่องจริง) และอยถาถาวมานะ
(ความทะนงตนในเรื่องไม่จริง) ฉันใด กุกกุจจะก็มี ๒ อย่างคือ ยถาถาวกุกกุจจะ (ความร้อนใจ
ในเรื่องจริง) และอยถาถาวกุกกุจจะ (ความร้อนใจในเรื่องไม่จริง) ฉันนั้น อยถาถาวกุกกุจจะ
(ความร้อนใจในเรื่องไม่จริง) ย่อมเกิดขึ้นด้วยอาการ ๒ อย่างว่า “เรายังมิได้กระทำความ
ดีหนอ เรากระทำความชั่วแล้วหนอ”
ถามว่า : กุกกุจจะคืออะไร
ตอบว่า : อยถาถาวกุกกุจจะ (ความร้อนใจในเรื่องไม่จริง) คือ กุกกุจจะที่สำคัญ
กรรมดีว่าเป็นกรรมชั่ว เห็นว่าเป็นกรรมชั่ว แล้วมิได้กระทำในกาลก่อน หรือสำคัญกรรม
ชั่วว่าเป็นกรรมดี เห็นว่าเป็นการมดีแล้วกระทำ ย่อมเกิดขึ้นต่อมาเป็นความเสียใจเสมอ
ทั้งกุกกุจจะที่จะเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้สำคัญกรรมดีว่าเป้นกรรมดีในกาลก่อน เมื่อกระทำแล้วได้
สำคัญว่าเป็นกรรมชั่วในภายหลัง และผู้สำคัญกรรมชั่วว่าเป็นกรรมชั่ว มิได้กระทำ แล้ว
สำคัญว่าเป็นกรรมดีในภายหลัง
พึงประกอบเนื้อความโดยนัยว่า “กุกกุจจะที่สำคัญสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ สำคัญ
สิ่งที่ไม่เหมาะสมว่าไม่เหมาะสม สำคัญอนาบัติ[สิ่งที่ไม่เป็นอาบัติ]ว่าป็นอาบัติ ชื่อว่า อยถาถาว-
กุกกุจจะ” เป็นต้น
กุกกุจจะทั้งหมดนี้ย่อมเกิดขึ้นด้วยอาการ ๒ อย่าง จึงนับเข้าให้อาการทั้งสอง
ดังกล่าวมาแล้ว