Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ในเรื่องนั้น พระพุทธองค์ทรงหมายเอาสัมมาสติในที่นี้ ส่วนสติอื่นไม่ใช่สติแท้
แต่เป็นอกุศลจิตตุปบาทสติปฏิรูปที่เป็นไปโดยไม่หลงลืมกรรมชั่วที่กระทำแล้วหรือพึงกระทำ

สติย่อมรักษาจิตจากอกุศลธรรมทั้งหมดได้ และยังจิตให้ประกอบกับกุศลธรรม
จึงเหมือนมหาอำมาตย์ผู้ทำกิจทั้งปวงของพระราชาให้สำเร็จ ดังพระพุทธวจนะว่า

สติํ ขุวาหํ ภิกฺขเว สพฺพตฺถิก์ วทามิ.๔๔
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตกล่าวสติว่ามีอุปการะในที่ทั้งปวง”

หิริ (ความละอายต่อบาป) คือ สภาวะละอาย หมายความว่า ละอาย คือ รังเกียจ
กล่าวคือ เบื่อหน่ายต่อกายทุจริตเป็นต้น

โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อผลของบาป) คือ สภาวะเกรงกลัว กล่าวคือ สะดุ้ง
กลัวต่อกายทุจริตเป็นต้น

ในข้อนี้ มีธรรมที่ชื่อว่าหิริปฏิรูปและโอตตัปปะปฏิรูป ดังพระพุทธวจนะว่า

ลชฺชิตพฺเพ น ลชฺชนฺติ อลชฺชิเยสุ ลชฺชเร.๔๙
“ชนทั้งหลายย่อมไม่ละอายในบาปที่ควรละอาย ย่อมละอายในบุญที่ไม่ควรละอาย”

ภายิตพฺเพ น ภายเนฺต อภเย ภยทสฺสิโน.๕๐
“ชนทั้งหลายย่อมไม่กลัวในบาปที่ควรกลัว มักเห็นบุญที่ไม่น่ากลัวว่าน่ากลัว”

สัตบุรุษทั้งหลายย่อมเกิดความเคารพในตนด้วยหิริ และเกิดความเคารพในผู้อื่น
คือเทวดาคุ้มครองตนเป็นต้นด้วยโอตตัปปะ แล้วหลีกเลี่ยงจากบาป รักษาตนให้บริสุทธิ์
ธรรม ๒ ประการนี้จึงเรียกว่า ธรรมคุ้มครองโลก๕๑

อโลภะ (ความไม่โลภ) คือ สภาวะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความโลภ อโลภะย่อมเป็นไป
เพื่อกำจัดความโลภในอารมณ์ที่ตนสำคัญว่าดีซึ่งมีโลภะนั้นเป็นไปด้วยความผูกพัน อโลภะ
มีความรังเกียจตำหนิความบริสุทธิ์ด้วยภพและสมบัติซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ เหมือน
รังเกียจกองคูถ ได้ชื่อว่า เป็นสภาพออกจากกาม (เนกขัมมธาตุ) ชนิดหนึ่ง

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka