ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
(๘๑) ส่วนในคัมภีร์ฎีกาทั้งหลาย ท่านกล่าวไว้ว่า “ชื่อว่า อัปปมาณะ เพราะมี
อารมณ์คือเหล่าสัตว์หาประมาณมิได้ อัปปมัญญา คือ อารมณ์ กล่าวคือ เหล่าสัตว์ที่
หาประมาณมิได้นั้นนั่นแหละ” ข้อความนั้นไม่งาม
[คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหฎีกาเก่าและวิภาวนีเห็นว่า คำว่า อัปปมญฺฌ มีรูปวิเคราะห์ว่า นตฺถิ
ปมาณ์ เอเตสนฺติ อปฺปมฺมาณา (อัปปมาณะ คือ เจตสิกไม่มีประมาณในเหล่าสัตว์), อปฺปมาณา เอว
อปฺปมญฺฌา (อัปปมัญญา คือ เจตสิกไม่มีประมาณในเหล่าสัตว์นั่นแหละ) โดยลง ถยุ ปัจจัยใน
อรรถสถัตถ์ไม่มีความหมายใดๆ ส่วนคัมภีร์ปรมัตถทีปนีก่าวว่าให้ลง ถยุ ปัจจัยในภาวตัทธิต มี
รูปวิเคราะห์ว่า อปุปมาเณสุ ภาวา อปฺปมญฺฌา (อัปปมัญญา คือ เจตสิกที่เป็นไปในเหล่าสัตว์ไม่มีประมาณ]
คำว่า ปัญญินทรีย์ (ปัญญา + อินทรีย์) คือ อโมหะที่กล่าวไว้แล้ว อโมหะชื่อว่า
ปัญญา เพราะเป็นสภาวะรอบรู้ และชื่อว่า อินทรีย์ เพราะเป็นใหญ่ ดังนั้น จึงเรียกว่า
ปัญญินทรีย์
จบการแสดงข้อความปรมัตถ์ในโสภณราสี
๙. คำว่า เอตุตาวตา (ด้วยถ้อยคำดังนี้) เป็นต้น เป็นการนับจำนวนราสีทั้ง ๓
[อัญญสมานราสี อกุศลราสี และโสภณราสี]
๑๐. พระอนุรุทธอาจารย์ได้แสดงองค์ธรรมของเจตสิก ๕๒ ดวงดังนี้แล้ว บัดนี้
จะแสดงลักษณะที่เจตสิกประกอบกับจิต จึงกล่าวคาถาว่า เตสํ เป็นต้น
พึงประกอบบทว่า ต่อนี้ไป ข้าพเจ้าจะแสดงการประกอบเจตสิกเหล่านั้น ในจิต
อันเป็นที่เกิด[ของเจตสิก]แต่ละดวงตามสมควร จิตตปาคุญฺญตา (ความคล่องแคล่วแห่งจิต)
กายุชุกตา (ความเที่ยงตรงแห่งกองเจตสิก) และจิตตตุชุกตา (ความเที่ยงตรงแห่งจิต) ชื่อว่า
โสภณสาธารณเจตสิก