ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
(๘๒) ในคัมภีร์วิภาวนีประสงค์ว่า “คำหลัง [คือคำว่า ย่อมเกิดในอกุศลจิต ๑๒
ดวงทั้งหมด] เป็นการย้ำคำหน้า [คือคำว่า เจตสิก ๔ ดวงเหล่านี้ คือ โมหะ อหิริกะ
อนอตตัปปะ และ อุทธัจจะ ชื่อว่า สัพพากุศลสาธารณเจตสิก] ข้อความนั้นไม่งาม เพราะ
ฐานะนี้มุ่งแสดงลักษณะที่เจตสิกประกอบกับจิต
[คัมภีร์วิภาวนีเห็นว่า คำหลังได้กล่าวย้ำคำหน้า ตามหลักประโยค คำหลังเรียกว่า ประโยค
ทหัทีกรณะ (ประโยคย้ำความ) ส่วนคำหน้าเป็นประโยคที่ถูกย้ำ เรียกว่า ประโยคทัพหิยะ ส่วนคัมภีร์
ปรมัตถทีปนีเห็นว่าคำหลังแสดงผลของคำหน้า ตามมตินี้คำหลังเป็นประโยคผล ส่วนคำหน้าเป็น
ประโยคเหตุ]
ส่วนอกุศลจิตทั้งหมดย่อมไม่เกิดโดยปราศจากเจตสิก ๔ ดวงนี้มีโมหะเป็นต้น เพราะ
อกุศลย่อมไม่เกิดแก่ผู้เห็นโทษในบาปอยู่ ทั้งไม่เกิดแก่ผู้เบื่อหน่ายด้วยความละอายหรือ
กลัวต่ออกุศล และไม่เกิดแก่ผู้ตั้งมั่นในกุศลธรรม ดังนั้น อกุศลเจตสิก ๔ ดวงนั้นจึงเกิดใน
อกุศลจิตทั้งหมด
๒๒-๓. ทิฏฐิและมานะไม่ละความพอใจในขันธ์ ย่อมเป็นไปโดยยึดมั่นขันธ์ใน
อาการนั้นๆ ทิฏฐิและมานะจึงเกิดในโลภมูลจิต
ในเรื่องนั้น ทิฏฐิยึดมั่นขันธ์ทั้งหลายว่าเป็นตัวตน ย่อมเป็นไปด้วยการยึดมั่น
ตัวตนโดยสภาพที่ไม่ถูกต้องคือความเที่ยงแท้ไม่แปรปรวนเป็นต้น ส่วนมานะยึดมั่นขันธ์ว่า
เป็นตัวเรา ย่อมเป็นไปด้วยอาการยึดมั่นว่าตนดีเลิศกว่าคนอื่นเป็นต้น ทิฏฐิและมานะจึงมี
ความเป็นไปต่างกันในการยึดมั่น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทิฏฐิ จตุสุ ฯเปฯ วิปปยุตฺเตสุ
(ทิฏฐิเจตสิกมีได้ในจิตที่ประกอบด้วยทิฏฐิ ๔ ดวง)
ชนเหล่าใดยังมี[สักกาย]ทิฏฐิ ยึดมั่นตัวตนตามกำลังทิฏฐิว่าเป็นเรา ทิฏฐิและ
มานะของพวกเขาย่อมมีภาวะต่างกันในการยึดถือ ทิฏฐิไม่มีความขวนขวายในการเชิดชู
ตนเหมือนมานะ มานะก็ไม่ขวนขวายในการดำริฝ่ายที่ไม่มีจริงเหมือนทิฏฐิ มานะที่ถือตน
จึงเกิดขึ้นแม้ในพระอนาคามี ส่วนทิฏฐิซึ่งยึดมั่นตัวตนย่อมเกิดในปุถุชนเท่านั้น