ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
(๘๓) ในคัมภีร์วิภาวนีกล่าวว่า “แม้มานะก็มีสภาพเหมือนทิฏฐิ เพราะเป็นไปด้วยความสำคัญว่าเป็นเรา จึงไม่เกิดในจิตตุปบาทเดียวพร้อมกับทิฏฐิ” และยืนยันข้อความนั้นด้วยการอุปมาเหมือนไกรสรราสีย์ ข้อความนั้นไม่งาม เพราะความเป็นไปเหมือนกัน ย่อมจะเป็นเหตุแห่งการเกิดร่วมกัน
๒๔. ส่วนมัจฉริยะแม้เกิดขึ้นด้วยความโลภที่ผูกพันในสมบัติของตน ก็เป็นสภาวะประกอบด้วยปฏิฆะ (ความโกรธ) เพราะเป็นไปด้วยอาการทนไม่ได้ต่อการที่ผู้อื่นได้รับสมบัติเหล่านั้น ท่านจึงกล่าวว่า โทโส ฯเปฯ จิตเตสุ (เจตสิก ๔ ดวง คือ โทสะ อิสสา มัจฉริยะ และกุกกุจจะ ย่อมเกิดในจิตที่ประกอบกับปฏิฆะ ๒ ดวง)
๒๕. ถีนมิถดะที่มีลักษณะไม่เหมาะสมในกิริยา ย่อมไม่มีในอสังขาริกจิตซึ่งมีสภาพเหมาะสมในกิริยา ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ถินมิทธํ ปญจสุ สสงขาริกจิตเตสุ (ถีนเจตสิกและมิทธเจตสิกย่อมเกิดในสังขาริกจิต ๕ ดวง)
๒๗. เจตสิก ๔ ดวง คือ สัพพกุศลสาธารณเจตสิก เจตสิก ๓ ดวง คือ โลภะทิฏฐิ และมานะ เจตสิก ๔ ดวง คือ โทสเจตสิก เป็นต้น เจตสิก ๒ ดวง คือ ถีนะและมิถดะ จ ศัพท์ในคำว่า วิจิกิจฉาจิตฺเตต จ (ในวิจิกิจฉาจิตเท่านั้น) เป็นไปในอรรถว่าอวธารณะ (ห้ามเนื้อความอื่น) หมายความว่า ในวิจิกิจฉาจิตเท่านั้น
คำว่า จตุทฺทส (เจตสิก ๑๔ ดวง) หมายถึง อกุศลเจตสิก
๒๘. คำว่า โสภณสุ แปลว่า ในโสภณเจตสิก
๒๙. ในบรรดาขันธ์ ๓ ในอริยมรรคมีองค์ ๘ อันเป็นโลกุตตระ สัมมาสังกัปปะในปัญญาขันธ์ย่อมเกิดติดตามสัมมาทิฏฐิ แม้สัมมาสังกัปปะไม่ปรากฏด้วยอำนาจของปาทกฌาน (ฌานที่เป็นพื้นฐานของฌานขั้นสูง) เป็นต้น ปัญญาขันธ์ก็ไม่เสื่อม อนึ่ง ธรรมที่เป็นศีลขันธ์