Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

แม้เรื่องสิกขาบทที่มีการดื่มสุราและบริโภคในยามวิกาลเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งที่สมาทานแล้วนั้นๆ ก็เป็นสภาพที่มนุษย์ทั้งหลายพึงงดเว้น แม้กองกิเลสที่ทำให้กายซัดส่ายและวาจาของเสกบุคคลในกามภูมิ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสมุจเฉทวิรตี ก็เป็นสภาพของตทังควิรตี (การงดเว้นชั่วขณะ) เช่นกัน

คำว่า กทาจิ สนฺทิสสนฺติ (ย่อมปรากฏบางคราว) มีความหมายว่า ย่อมปรากฏในเวลาเป็นไปด้วยวิรตีอย่างใดอย่างหนึ่งในสมาทานวิรตีและสัมปัตตวิรตี แม้วิรตีทั้งหลายจะปรากฏอย่างนี้ ก็ปรากฏไม่พร้อมกัน เพราะมีอารมณ์ต่างกัน ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิสุํ วิสุํ (เป็นอย่างๆ) แม้ปรากฏเป็นอย่างๆ ก็ปรากฏด้วยการกำจัดทุจริตใดทุจริตหนึ่งเท่านั้น ไม่ปรากฏโดยประการทั้งปวงเหมือนในโลกุตตรจิต

๓๐. การที่อัปปมัญญาซึ่งบรรลุอัปปนาประกอบด้วยโสมนัสแน่นอน ตรัสไว้ในคัมภีร์วิภังค์ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปญฺจมชฺฌานวุชชิตมหคุคตจิตฺเตสุ (มหคุคตจิตยกเว้นปัญจมฌาน)

ความจริงอัปปมัญญาเหล่านี้มีความขวนขวายยิ่งนักเพราะมีเหล่าสัตว์เป็นอารมณ์ จึงไม่เป็นไปพร้อมด้วยอุเบกขาในปัญจมฌานที่สงบยิ่งไม่มีความขวนขวาย

ส่วนการที่อัปปมัญญาอันเป็นเบื้องแรกของอัปปนาประกอบกับอุเบกขาเวทนาอีกด้วย มีอนุญาตไว้ในคัมภีร์อรรถกถา ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กามาวจร ฯเปฯ จิตฺเตสุ จ (กามาวจรกุศลจิต ๘ ดวง และกามาวจรกิริยจิตที่มีเหตุ ๘ ดวง)

คำว่า กทาจิ (เฉพาะบางคราว) คือ ในกาลที่บุคคลผู้มีความกรุณาเป็นนิตย์พบเห็นวิบัติของชนเหล่าอื่น และในกาลที่บุคคลผู้ไม่ริษยาเมื่อพบเห็นสมบัติของชนเหล่าอื่น

คำว่า นานา หุตฺวา ชายเนฺต (เกิดแยกกัน) มีความหมายว่า กรุณาและมุฑิตาเกิดเป็นอย่างๆ เช่นนี้ว่า กรุณาย่อมเกิดโดยสภาพสงสารเมื่อพบเห็นวิบัติของชนเหล่านั้น มุฑิตา ย่อมไม่เกิด แต่เมื่อพบเห็นสมบัติ มุฑิตาย่อมเกิดโดยสภาพพลอยยินดี กรุณาย่อมไม่เกิด

ในพระสูตรตรัสว่าอัปปมัญญาเหล่านี้เป็นเครื่องหลุดพ้นจากความเบียดเบียนและ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka